Washington D.C. 5-6 Feb 2011

Posted in Uncategorized on February 8, 2011 by มั่วไปในเมกา

 

 

ถอดเทปสัมภาษณ์ชีวิตคุณครูไม่ใหญ่ (ตอนที่ 2)

Posted in Uncategorized on February 5, 2011 by มั่วไปในเมกา

 

ต่อจาก ถอดเทปสัมภาษณ์ชีวิตคุณครูไม่ใหญ่ (ตอนที่ 1)


แต่มีอยู่วิชชานึงยายท่านสอนวิธีตั้งธาตุดึงดูด เราจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้เราจะให้คนมาเราก็ตั้งธาตุดึงดูด ปั๊บมันก็วื๊ด เดี๋ยวก็มา พอเราตั้งธาตุดึงดูดมันดูดมาเลย มันจะมีกระแสเหมือนกระแสคลื่นแม่เหล็กนั่นแหละ ที่จะไปดึงดูดกระแสใจของมนุษย์ที่แผ่ซ่าน แต่พอเวลาดูดมันดูดมาวื้ดมารวมกัน ก็จะมา เพื่อนก็มาขอร้อง ขอร้องให้ (หัวเราะ) ..เล่านะ… (หัวเราะ) เล่าแล้วคงเขียนไม่ได้..นะ [เสียงอุบาสิกาพูด] เออ..ให้เล่นปาหี่ ปาหี่นี่หลวงพ่อเก็บสะสมความรู้ปาหี่มาตั้งแต่เด็ก เพราะตอนเด็กๆไม่รู้จะไปไหนนอกจากไปสนามหลวง ไปสนามหลวงก็ต้องไปเห็นพวกเล่นกล ก็ต้องไปดูเค้านะว่าเค้าเล่นยังไง เค้าทำยังไง เค้าพูดยังไง พวกเล่นกลนี่เค้ามีคำเฉพาะของเค้าอยู่นะ เหมือนวงธรรมะก็มีคำของวงธรรมะ แม่ค้าก็มีคำของแม่ค้า ครูบาอาจารย์ก็มีคำของครูบาอาจารย์ นักธุรกิจก็มีคำของนักธุรกิจ นักปาหี่เค้าก็มีคำของเค้าโดยเฉพาะ …[เสียงหาย]… ความรู้อันนั้นมาตลอด และในที่สุดได้มาใช้กันจริงๆ ไอ้ความรู้อันนั้นน่ะ เราอย่าไปดูหมิ่นนะไอ้ความรู้ต่างๆที่เราได้เรียนมา เป็นเหตุให้หลวงพ่อพบกัลยาณมิตรใหญ่ คือหลวงพ่อทัตตะ เพราะปาหี่เป็นเหตุ

เพ็ญ ๑๒ อ้า..เพ็ญเดือน ๑๒ วันลอยกระทง มหาลัยเกษตรศาสตร์เค้าจัดงาน ๔ ปีมีครั้งนึง ปีนั้นบังเอิ๊ญมันมีงานครบ ๔ ปี ถ้าหากว่าไม่ครบ ๔ ปีนะก็คงไม่ได้รู้จักหลวงพ่อทัตตะ เพื่อนก็มาชวนให้ไปเล่นปาหี่ ตั้งวงใกล้ๆกับวงสุนทราภรณ์ วงดนตรีสุนทราภรณ์น่ะ ก็ตั้งวงกัน วงปาหี่มันก็มีหน้าม้า เพื่อนๆเค้าก็รับอาสาว่าจะเป็นหน้าม้า มันก็แยกกัน มันก็พิลึกเหมือนกันน่ะ เล่นกลน่ะหลวงพ่อเล่นไม่เป็นหรอก แต่จำคำเค้าได้ ไอ้คำของเค้ามันเร้าใจ คำของเค้ามันชวนให้สนุก แล้วเราก็ตอนแรกก็จำเค้ามาเป็นแม่บท ตอนหลังเราก็แอ๊พพลาย ตัดนั่นเติมนี่ต่อนั่นแล้วมันก็เป็นคำของเราไปเลย แต่มันเป็นศัพท์เฉพาะ ศัพท์เทคนิคเฉพาะของเค้าไปเลยซึ่งเร้าอารมณ์ ปรากฎว่าวงดนตรีสุนทราภรณ์มีคนดู ๒ คน (หัวเราะ) เหลืออยู่สองคนเท่านั่นล่ะ คือหลวงพ่อทัตตะกับอาจารย์คนหนึ่ง นอกนั้นมารวมกันอยู่ที่วงปาหี่หมด รวมทั้งนักร้องสุนทราภรณ์ (หัวเราะ) ก็แห่มาหมดเลย เค้ามากันหนะ ที่นี้มันก็…ตอนนั้นเราตั้งธาตุดึงดูดไง วื้ด

หลวงพ่อทัตตะท่านก็เอ๊ะ..ไปไหนกันหมดนะ (หัวเราะ) ท่านก็เดินมาที่วงปาหี่เห็นคนเยอะๆ แทรกฝูงชนเข้ามาแล้วก็มายืนอยู่ข้างหน้า กอดอก เสื้อลาย..เค้าเรียกว่าลายสก๊อตหรือลายขะม้าหรือลายหมากรุก จะใช้คำว่าอะไรดี มันเป็นลายเป็นตาๆสีแดงสลับกันไปอย่างนั้นไม่รู้มันเรียกว่าอะไร ลายสก๊อตลายอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็กางเกงยีนส์สีดำ ซึ่งทราบชื่อต่อมาในภายหลัง ท่านตั้งชื่อของท่านมีกางเกงตัวเก่งอยู่สองตัว กวนอู กับ เตียวหุย ท่านตั้งชื่ออย่างงั้น แต่วันนั้นใส่กวนอูหรือเตียวหุยก็ไม่ทราบ ยืนกอดอก ตอนนั้นหุ่นท่านไม่ใช่อย่างงี้นะ หุ่นท่านงามทีเดียว หน้าท้องนี่แฟ่บ ไม่หยดย้อยหยาดเยิ้มอย่างนี้หรอกน่ะ แล้วหุ่นสง่าเหมือนแซมซั่นอย่างงั้นน่ะ หุ่นท่านนี่สง่ามากเลย จนกระทั่งท่านเกิดความมั่นใจเลยตั้งคำขวัญว่า “[ฟังไม่ออก] never get fat” “ม้าศึกไม่อ้วน” (หัวเราะ) วิ่งไม่ได้ตอนนี้ เดี๋ยวนี้วิ่งไม่ได้แล้ว (หัวเราะ) ก็เลยเจอยืนอยู่นั่น ถึงเวลาก็เลิก พอเลิกก็ ท่านใช้คำอย่างนี้ท่านบอก “ไอ้น้อง” คำติดปากของท่านนะ ไอ้น้อง, ไอ้เสือ คำดุๆทั่งนั้นนะ แล้วเวลาเรียกไอ้น้องทีก็หัวเราะแบบเย้ยฟ้าท้าดินดังๆอย่างงั้นหนะ แล้วตาท่านเหมือนตาของพระเอกหนังกำลังภายในเลยนะ ตอนนั้นนะ ที่เค้าเรียกกันว่า เย็นชา พอเรียกท่านปั๊บแล้วท่านจะหันขวับ ป๊าบ แล้วก็ถากออกไป ๒ เมตรเหมือนเตรียมรับอะไรอย่างงั้นน่ะ ขว๊าบอย่างงั้น แล้วยืดอกนิดๆ จรดท่าแบบย่างสามขุม วันนั้นท่านก็เรียก “ไอ้น้อง” แล้วตบบ่าทีแรงโอ้โห ท่านคงนึกว่าท่านตบเค้าได้แรง รุ่นน้องไม่กล้าไปตบบ่าท่าน (หัวเราะ)

ท่านก็ชวนไปเลี้ยงที่หน้ามหาลัย สั่งเหล้ามาเลย ท่านก็นึกว่ากินเหล้า ท่านก็คงนึกว่าหลวงพ่อกินเหล้ามั้งถึงเล่นปาหี่ได้ ท่านไม่รู้อะไร ซึ่งหลวงพ่อไม่ได้กินเลย แต่ว่าไอ้ความรู้ที่สั่งสมมามันก็มาคล่องตัวในตอนนั้น นี่ท่านก็แจกเหล้าไปเรื่อยๆๆๆพอจะมาถึงหลวงพ่อ มันแปลกอยู่นะ เพื่อนๆของหลวงพ่อเค้ารักหลวงพ่อ จะแก้ให้ โห เป็นโรคกระเพาะ เป็นความดันสูง ท่านบอก “ความดันสูงกินแล้วก็ต่ำ” ท่านว่ายังงั้น “ความดันต่ำกินแล้วก็สูง” ท่านก็ว่าของท่านไปยังงั้น พอมาถึงหลวงพ่อ “ไม่ดื่ม” ท่านถาม “ทำไมไม่ดื่ม?” บอก “มีศีล รักษาศีล” ไอ้คำนี้เนี่ยพูดในวงเหล้าหลวงพ่อว่าเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเลย คำว่ารักษาศีลในวงเหล้าเนี่ย ใครว่าเข้าวงเหล้าแล้วจะต้องคล้อยตามสังคม กลัวเค้าไม่คบ หรือคุยกับเค้าไม่รู้เรื่องแล้วเนี่ย ไม่จริง เพราะหลวงพ่อเคยมาแล้วเนี่ย เพราะคำว่ารักษาศีลคำเดียวเนี่ยฉุดหมดทั้งวง เลิกเหล้าแล้วก็เข้าวัด เพราะคำว่ารักษาศีล ศีล ๕ แค่คำเดียวเนี่ยแหละ แล้วหลวงพ่อทัตตะท่านก็มาสารภาพในภายหลังว่า ถ้าหลวงพ่อหยิบแก้วเหล้านั้นจิบแม้แต่นิดเดียวคงไม่มีท่านอยู่ในวัดพระธรรมกาย เพราะว่าไม่มีบุคคลที่จะเป็นตัวอย่างในการรักษาศีล เพราะฉะนั้นการรักษาศีล ๕ ของเรานั้นเนี่ยสามารถจะเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจของเค้าให้เกิดใหม่ได้ และก็ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องที่จะเป็นนักสร้างบารมีที่ดี เนี่ยในตอนช่วงนั้นหลวงพ่อใจเข้มแข็งอย่างงั้นเลย แม้แต่ครูบาอาจารย์นี่จะมาคะยั้นคะยอให้ดื่ม ไม่ดื่ม ก็จะบอกกับท่านดีๆ อย่างมากท่านก็จะล้อว่า “ศีล ๕ มีอะไรวะ?” ท่านแกล้งล้อไปงั้น พอเราพูดไปเรื่อยๆๆ เอ๊ะ รู้สึกท่านเกรงใจเหมือนกัน แปลกเหมือนกันนะ

ขี้เมาเนี่ยเกรงใจคนรักษาศีล เพื่อนหลวงพ่อเวลาไปกินเหล้า มันจะให้นั่งโต๊ะก็ได้ แต่เค้าตั้งฉายาให้อีกอย่างเวลาไปนั่งโต๊ะกับเพื่อนๆ ท่านเรียก “ขุนกับแกล้มวินาศ” กินแต่กับอย่างเดียวเท่านั้นน่ะ พอเพื่อนเมาเราก็จุก แล้วเวลาอาเจียนอาเจียนพร้อมกัน มันจุกมันล้น ไอ้นั่นเค้าอาเจียนเพราะเหล้าไอ้เราก็อาเจียนเพราะกับ จุก (หัวเราะ) ขุนกับแกล้มวินาศ แล้วตอนหลังมันไม่ชวนเข้าวงเหล้าอีกเลย เลิก มีกี่จานกี่จานเรียบหมดเลย เราก็รีบกินกับซะก่อนงั้นนะ (หัวเราะ) แล้วก็เป๊ปซี่ซักขวด ปรากฎว่ากับมันเข้าไม่ค่อยได้ มันจุก หลังๆมันก็ไม่เรียกเราเข้าวงแล้ว พอเราเข้าวงมันก็อายเรา ก็เป็นอย่างงั้น เนี่ยเพราะเหตุนั้นทำให้หลวงพ่อทัตตะท่านเข้าวัดแล้วก็มาเป็นกัลยาณมิตรให้กับพวกเราได้ เพราะไม่ดื่มเหล้าแก้วนั้น เสร็จแล้วทีนี้ท่านก็ตามหาสิ พอหลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไป วันรุ่งขึ้น[หลวงพ่อทัตตะ]ตามหาแล้ว เอ๊ะแปลกดีเหมือนกันนะ ตามหาเลยว่า เอ๊ ชื่ออะไร อยู่ที่หอไหน ไปถามว่าหลวงพ่อ[คุณครูไม่ใหญ่]ชื่ออะไร อยู่ที่หอไหน ไปเที่ยวถามทั่ว ถามๆเรื่อยเลย ตามไปเจอที่หอ พอมาถึง “ไป” ท่านทำเสียงต่ำๆ เสียงที่ออกมาจากในคอ ทำคอเกร็งๆใหญ่ๆหน่อยนะ แล้วเสียงออกมา พูดเสียงเบส ต่ำๆ เสียงเขย่าวิญญาณอย่างงั้นนะ (หัวเราะ) แล้วก็พาไปเลี้ยง แต่ครั้งนี้เลี้ยงข้าว เลี้ยงข้าวนี้ก็คุยกันละ “เรียนสมาธิเป็นไง เรียนที่ไหน เรียนแล้วเป็นยังไง เรียนแล้วเอาไปใช้อะไรได้บ้าง” ท่านก็ เดี๋ยวก็มาชวนคุยอีกละ วันนึงมาหาตั้งหลายครั้ง หลวงพ่อทัตตะเนี่ย ไม่ทราบว่าหลวงพ่อเสน่ห์แรงอะไรอย่างงั้น (หัวเราะ) แล้วท่านจะเป็นคนขี่จักรยานแล้วให้หลวงพ่อซ้อนท้ายไป ซ้อนๆๆไป พอนั่งปั๊บก็ถามแต่ไอ้เรื่องสมาธิเนี่ย หลวงพ่อทัตตะ

หนักเข้าๆท่านก็ชวนไปนอนคอกวัว[หลวงพ่อทัตตะเรียนเกี่ยวกับปศุสัตว์] พอชวนหลายๆครั้งเข้าหลวงพ่อก็ใจอ่อน แต่อ่อนไปอยู่กับท่านนี่โดนท่านซัก ไปอยู่ไม่ได้ไปอยู่เฉยๆนะ โอ้โหย โดนซักซะอ่อนใจเลย ใจอ่อนประเดี๋ยวจะอ่อนใจเหมือนกันนะ แหม พอไปถึงวันแรกท่านให้นอนบนเตียงของท่านทั้งที่ท่านเป็นรุ่นพี่ ทำเตียง มุ้งกางอย่างดี ส่วนท่านนอนข้างล่าง แต่ยังไม่นอน พอนอนปั๊บก็ถามธรรมะเลย ถามปัญหาเลย คุยกันจนถึงตี ๓ เพราะงั้นชั่วโมงเช้าเรียนก็ไม่ได้เรียนหรอกเพราะนอนตี ๓ มันง่วงจะตาย “ไหน ไหนเดินบนน้ำดูซิ” “ไหน เอาฌานรองเท้าเลย” เนี่ยท่านจะให้ทำให้ดูไง “ไหน เอาฌานไว้เท้าเดินบนน้ำดู” “ไหน เหาะ…..” (หัวเราะ) อะไรสารพัด  ……พิลึกกึกกือแล้วก็ไม่ซ้ำคำถาม และมันก็แปลกเหมือนกันทำไมหลวงพ่อตอบ…..ขนาดนี้ บางทีก็ถาม คำตอบอันนี้ถูกใจท่าน เพราะท่านไปถามครูบาอาจารย์หลายๆแห่งแล้วตอบท่านไม่ได้ ท่านถามว่า “นรก สวรรค์มีจริงมั้ย?” ครูบาอาจารย์อื่นท่านก็ตอบว่า “เอ๊ ในพระไตรปิฏดกว่ามีนะ มันน่ามี” มักจะได้ยินอย่างงั้น ท่านก็เอ๊ ท่านไม่ชอบเท่าไหร่ ท่านเจอคำตอบแบบนี้ พอมาถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็บอกว่า “มี จะไปดูมั้ยหละ?” หลวงพ่อตอบไปเลยนะ “จะไปตอนนี้ก็ได้ ถ้านั่งให้ได้ถึงตอนนี้” “มันต้องไปดูด้วยกัน” แล้วก็ให้ทำจิตอย่างงี้ๆ เอ๊ะ ท่านชอบแฮะ แล้วท่านถามว่า “พรหมมีจริงมั้ย?” “มีจริง” “มีกี่หน้า?” จะเอาอะไรกับพรหมนักหนา “มีหน้าเดียว” (หัวเราะ) “แล้วทำอะไรถึงไปเกิดเป็นหรพม?” ท่านก็ว่าเรื่องธรรมะซักไปเรื่อย ไม่ซ้ำกันเลยอย่างเงี้ย โอ้โห เป็นปีๆ หลวงพ่อทนไม่ได้ทีก็กลับมาหอที ท่านก็อ้าวไปตามอีกแล้ว เราใจอ่อนก็มาอีกแล้ว (หัวเราะ)

แล้วไอ้ห้องที่อยู่ที่คอกวัวนะมันเป็นมุ้งลวด แต่มุ้งลวดที่ต้องมีมุ้งกางในห้อง ก็คิดดูสิ ไปดึกๆมันหลับกันไปแล้วหนิ พวกมาทีหลังก็มาเปิดกลอนข้างใน จะเปิดกลอนข้างในได้ก็เอามือชน ปึ้ง มุ้งลวดขาดก็ล้วง ตอนเช้าเอาหนังสือพิมพ์ปิด (หัวเราะ) พอเปิดทีก็ทะลุพรวด มันง่ายดี เลยต้องกางมุ้งในมุ้งลวด และก็คุยกันเรื่องธรรมะเนี่ย ถามปัญหากัน แล้วมีอยู่วันที่หลวงพ่อแปลกใจนะ กลับมาเห็นท่านนั่งสมาธิอยู่ โอย เสียงคนทุบไอ้ช่องลมรอบบ้านเลย ตีงๆๆๆรอบบ้านหมด โผล่ไปเอ๊ะไม่เห็นมีคนเลย คนที่จะเคาะได้ หนึ่ง อย่างน้อยต้อง…. สอง ต้องตัวสูงซัก ๔ – ๕ เมตร ถึงจะไอ้ยังงั้นได้ ก็เอ๊ะไม่เห็นมีใคร ก็ถามท่านว่า “เคาะเนี่ยมากี่วันแล้ว?” ท่านบอกว่า ๑๙ วัน เคาะอย่างเงี้ยทุกวันเลย พอออกไปก็ไม่เห็นมีใคร ก็ช่วงนั้น พอ…..สมาธิท่านดีนะ เสกคาถา (หัวเราะ) พอสมาธิดี แหมจะเข้าไปถึงทำไง หยุด หยุดแล้วก็ว่าคาถา คาดปูนที่หน้าอก แล้วก็นอน (หัวเราะ) แหม ….ออกอย่างนั้นนะ ปูน เอ๊ะนี่ก็แปลกเหมือนกัน ปูนปาด ปูนกินกับหมาก ท่านเสกแล้วมันหวานๆไม่…. คาดเสร็จ อ้าวทีนี้เราคุย

คือในตอนช่วงแรกหลวงพ่อไม่ได้ชวนท่านไปหายาย ท่านอยากจะไป แต่บุคคลิกชาเย็นพอเรียกแล้วหันขวับอย่างเงี้ยนะ มีหวังโดนไล่ออกมาล่ะ หลวงพ่อต้องสัมมนาอยู่ตั้งหลายเดือน หลวงพ่อทัตตะเนี่ย กว่าจะพาไปหายายได้ “พี่เด็จนะ [หลวงพ่อทัตตะชื่อเดิมว่า เผด็จ] คำพูดนี้ยายไม่ชอบนะ” นั่งอย่างนี้ก็ไม่ชอบ อย่างนี้ก็ไม่ชอบ อย่างนั้นก็ไม่ชอบ ก็เลยต้องมาบอกท่าน (หัวเราะ) อย่างงี้ยายชอบ ถ้าอย่างนี้ชอบ ท่านก็…. แล้วพูดเสียงต่ำๆคอเกร็งๆ เดี๋ยวนี้ไม่ได้ใช้เสียงอย่างงี้ หายไปไหนก็ไม่ทราบ หลายปีเหมือนกันน่ะ แต่ก่อนใช้เรื่อย เคยนะเคยเจอที่ท่านใช้ แต่เสียงท่านดังและมีอำนาจนะ ……..เงียบเลย …. หยุดเลย กลัว แล้ว[หลวงพ่อทัตตะสมัยนั้น]คว่ำวัวได้ จริงๆ ….วิ่ง….วัววัวนอนเลยนะ คว่ำวัว แข็งแรง ….ไม่น่าเชื่อเลย แล้วไหงมาเป็นยังงี้ก็ไม่รู้ ตอนนี้เดินยังกับวัวท้อง (หัวเราะ) คง…..แล้วนี่ ตอนนั้นหุ่นจริงๆหุ่นเหมือนแซมซั่นยังไงยังงั้นเลย …..มากๆเลย แล้วก็คุยกับท่านไปอย่างงี้ สัมมนาอยู่เดือนหรือไงก็พาท่านเข้าไปหายาย ขนาดสัมมาอยู่หลายเดือนว่าดีแล้วนะ เจอคุณยาย “คุณยาย ผมอยากจะลองเอาปรอทปล่อยใส่คุณยายครับ” (หัวเราะ) สะกิดแล้วบอก ปัดโธ่ อย่างนี้ยายไม่ชอบ แหมพูดมาตั้งนาน ….ทดลองกับยาย จะเสกปรอทใส่คุณยาย ยายท่านก็บอกให้ไปลองกับหลวงพ่อก่อน เนี่ยมันมายังเงี้ยเนี่ย ต้องมาสัมมนากัน ใหม่ๆท่าน โห ไม่รู้จะบอกยังไงจริงๆเลยเนี่ยกับหลวงพ่อทัตตะ แล้วเสร็จแล้วก็พอจะเชื่องขึ้นท่านก็ค่อยๆอบรมๆ อบรมจนกระทั่ง….. แต่การตั้งตั้งสัจจะของหลวงพ่อทัตตะท่านจะมีเป็นช่วงๆ แล้วมาตั้งสัจจะในวันเกิดคุณยาย สัจจะที่….. ท่าน…..ตอนนั้นอายุ ๒๖ …. “ถ้าจะแต่งงาน…..ท่านต้องมีประกาย….จะได้สร้างบารมีรวมกันไป” อ๊ะ ปล่อยไว้ก่อน ก็ยังดี พออีกทีนึงก็ “ถ้าเลย ๓๐ ปีแล้วก็ไม่แต่ง” อืม……(หัวเราะ)

[ช่วงต่อไปนี้เสียงเทปขาดๆหายๆมาก]

โอ้ย สารพัดเลยมันเป็นอย่างงี้ กว่าจะมารวมกันได้นี่หืดขึ้นคอเลย ยายนี่….ท่านก็ยังนึก……ยังไงก็ไม่รู้ เอามารวมกัน พอมารวมกันมากเข้าก็ ก็เริ่มตั้ง…. แต่กว่าจะทำอย่างนี้…..มันมีมาเมื่อ…. พออายุได้…. มัน…. อายุ ๒๕ มันจำไม่ค่อยได้แล้ว ….คือพอมันดิ่งธรรมะเข้าไปข้างใน มันทราบว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต พอรู้เห็นใน….มากเข้าได้คำตอบ…..จากการปฏิบัติธรรม ….ตอนนี้ก็เริ่มทำวิชชาตามหมู่พวกที่จะมารวมกัน เวลาดิ่งงานทำธรรมะทำต่อไปก็ตั้งผังไปด้วยทำธรรมะไปด้วย ตามพวกที่ยังกระจัดกระจายไปอยู่ที่ไหนเอามารวมกัน และนั่นแหละ หลวงพ่อทัตตะเป็นคนแรก แล้วท่านก็ไปตาม….วิริยะมา (หัวเราะ) โอ้ นี่พิลึก ตามมา หลวงพ่อทัตตะท่านบอกให้หลวงพ่อ อะไรอะ ปลุกพระ (หัวเราะ) โอ้โห ท่านปลุกเนี่ย หลวงพ่อวิริยะ เม็ดเลือดมันก็ต่ำ ตัวแดง….เลยหนะ เป็นผื่นแดงหมด ตาแดงยังกับ… ตาเนี่ย….ขึ้น ไม่ทราบไปปลุกอีท่าไหนกันเนี่ย หลวงพ่อวิริยะเลยบอกไม่เชื่อแล้วอย่างงี้ ….ไปปลุกพระ.. ไม่เอาแล้ว ตั้งแต่….เรียนธรรมะ…สอนยังไงก็ไม่ทราบ ….แล้วให้อัดลมหายใจ ….หายใจไม่ออก….ตัวสั่น พอตัวสั่นก็…กระโดด…ขั้นตอนมันเป็นอย่างงั้นหนะ คือท่านให้อัดลมหายใจเข้าไป แล้วกลั้นเอาไว้ ….ลองกลั้นลมหายใจดู….ทุรนทุราย….ก็ตัวสั่น ….เต้น…เพราะฉะนั้นจะให้…..มันไม่ยากเลย ทำอย่างที่หลวงพ่อว่านั่น…..มันหายใจไม่ออก เมื่อหลวงพ่อวิ….น้ำตาท่านทะเล็ด…. (หัวเราะ) … เลยเลิก แล้วก็มาเรียนธรรมะ…..

….ตามมานั่น มีหลวงพ่อกับยายสองคนเท่านั้นแหละ ก็คุยกันสองคนกับยาย วันทุกวัน…ว่าเกี่ยวกับเรื่องธรรมะ ตามคนมารวมกัน ตามมาเรื่อยๆๆ ตามเมื่อปี ๐๗ หลวงพ่อทัตตะมาปี ๐๙ ท่านกลับมาจากออสเตรเลีย ก็จากนั้นก็มาเรื่อยเลย ทีนี้คนก็แน่นบ้านเลย แน่นบ้านหลังเล็ก บ้านยายที่อยู่ในวัดปากน้ำฯน่ะ เป็นบ้าน ๓ ชั้นนะ สูง….. ชั้นแรกชั้นใต้ถุน นั่งได้ยืนไม่ได้ ….ไปดูสิ…พื้น… ชั้นแรก ชั้นสองเป็นชั้นที่ยายอยู่ ชั้นสามมันสูงกว่านั้นไปอีก….นึง บ้านยาย ๓ ชั้น แต่คิดเนื้อที่ที่มีคนนั่งก็…..มันมีระเบียงหน่อย…เป็นตู้ และก็มีเก้าอี้ตูดขาดสองตัว ก้นมันขาดๆแต่ว่ามันแพล็บเลย คือท่านขัดซะ….  ……ก็เอาไปซ่อม…..มันดีเหมือนกัน …แย่งกันนั่ง แปลกดีเหมือนกัน …มีน้ำ….บริการตัวเอง หน้าบ้านมีตุ่มน้ำเรียงกันอยู่ ……ก็มากันช่วงนี้….คนมานั่ง วันอาทิตย์ต้นเดือน….ยังงี้,..แต่ไม่มีใครสนใจใคร จะมาเอาบุญกันอย่างเดียว …..เต็มหมดเลย ล้นไปจนถึงหน้าบ้าน ริมตุ่มน้ำ….เต็มหมด… ทางเดินนั่น… ยองๆนั่งที่ตุ่มน้ำก็มี ….ยืนก็มี ….หลวงพ่อก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เสร็จแล้วก็เลยมีดำริว่าจะ….บ้าน….. ก็มี….ในช่วงนั้น และในที่สุดก็รวบรวม…..สร้างบ้านกันได้ สร้างอยู่……เมื่อวันที่ ….. ตุลา ๑๐

หลังจาก….ธรรมะ…ก้าวหน้ามากเลย  ….กับคุณยาย ๔ ปี ๕ ปี…บ้านธรรมประสิทธิ์…ทำกันมาตลอดเลย ธรรมะ…..ก้าว….ลึกซึ้งๆขึ้นไปเรื่อย… จนกระทั่งทราบว่าอะไรมันเป็นอะไร แล้วก็ย้ายมาบ้าน…….วันที่….. บ้านธรรมประสิทธิ์….. กวาดซะสะอาดเลย มีอยู่วันนึงไปสังเกตว่าเอ๊ะ… ท่านไปยืนเล็งๆ ….แล้วก็เล็งดูที่….ชั้นบน ถามยาย “ยาย ทำอะไร?” “กำลังดูว่ามีฝุ่นมั้ย” ท่านเล็งดูฝุ่น เออ อย่างงี้ก็มี แล้วยายนี่….เช็ดซะมันแพล็บ …..ท่านเนี่ย …เรียงตามลำดับ…เรียงกันเป็นตับ…. ท่านเป็นคนมีระเบียบ แล้ว….ที่นอน ที่เดียวกัน …. รับแขก… นอนตรงนั้น เก็บพับอะไรต่างๆก็อยู่ที่ตรงนั้น กระถงกระโถนอะไรต่างๆทำ…….ทุกอย่างเป็นระเบียบ สะอาด เป็นคน…..มีระเบียบมาก แต่ท่านก็ยังบ่นบอก แหม …..พวกเด็กๆ…. กับยายเนี่ย….ได้….. แต่นี่มันยังไม่ค่อยได้ ท่านว่างั้นนะ (หัวเราะ)  ท่านว่า….มันเป็นความรู้…. มี….ขั้น….เอ้า สะอาดแล้ว…..มักน้อยด้วย ….น้อย อยู่กันได้….แล้วมีนิสัย….อยู่ตลอด ทำแต่ธรรมะ ว่างแล้วก็ทำธรรมะ หลังจากบวชแล้วหลวงพ่อ ทำตั้งแต่เช้า…..ก่อนเลย ถึง ๔ ทุ่ม ไอ้ตอนช่วงนั้น….ไป…. ๔ ทุ่มนี่ไป แล้วเวลาทำวัตรเช้าที่บ้าน……คุณยาย ….. ไม่ให้…ขึ้น จนกระทั่งฉันเพล ใครมากระแอมกระไออะไรต่างๆก็ทำไปเถอะ (หัวเราะ) บางคนก็เข้ามานั่งข้างหลัง …. นั่งเฉยๆ…. เวลามีงานบุญนี้โอ้โห ชุลมุน …. พอ….เกิดขึ้นเท่านั้นแหละ…เต็มไปหมดเลย

ก็อยากจะ……เหมือนกันนะ [เสียงอุบาสิกาพูด] …มีในหนังสือหรอ…..มีนะ? [หลวงพ่อย้อนกลับมาเล่าเรื่องหลวงพ่อทัตตะ] พอคุณยายท่านก็บอกว่าให้ลองกับหลวงพ่อ กลับไปเอาเลย วันนั้นก็นั่ง…..ไปด้วย ก็เสกปรอท ….เข้ากับท่าน[หลวงพ่อทัตตะ]ก่อน เสกปรอทในตัวท่าน ท่านก็บอกว่าแล้วหลวงพ่อจะรู้ได้ไงว่าเข้าไม่เข้า ….เข้าตัวท่านนี่นะ ถ้าเอาทอง….ที่ตัวท่าน ทองมันจะเป็นก้ำ ทองคำมันจะเปลี่ยนสี ถ้าหากนาฬิกาที่ถูกปรอทเข้าไปมันจะกัด….เลย แล้วก็ท่านก็เสกที่ตัวท่าน…. ก่อนเสกเข้าตัวท่าน ทดลอง…มาให้ดู ซึ่งหลวงพ่อก็เรียนมาแล้วแต่…..บอกท่าน ….เอาเนื้อ…..แหมมันคมเลย …ท่านเหนียวจริง….. มันลื่นๆ เหมือนเอามีดกรีดกระจกน่ะ มันลื่นๆ บอกให้ทดลองฟันเลย พอปล่อยปึ้ง มันเด้งละ…ได้ ถ้าเงียบละก็อย่า (หัวเราะ) ปึ๊งแล้วเด้ง มันมีแรงดีดละโอเค …..มันลื่นนะ เหมือนกรีดกับกระจก…… เสร็จแล้วก็ปล่อยเข้าตัวท่าน …[เทปตัด]… ยุงกัดเข้า ท่านก็เลยเลิกเลย

แต่ก่อนจะเลิก โห ท่านก็เสียดายวิชาของท่านนะ กว่าจะเอาปรอท หรือเอาตำราเผาทิ้ง ปรอทขว้างทิ้ง ท่านโดนครูปรอทเหยียบอกท่าน โอ วันนั้นนอนๆอยู่ ดิ่งธรรมะไปเรื่อยๆ ทำเข้าฌานสมาบัติ นอนๆอยู่ กำลังจะเคลิ้มๆจะหลับอยู่แล้ว ท่านบอก โอ้โห หน้าไม่เห็น เห็นแต่ส้น ท่านว่างั้นนะ เพราะว่าส้นมันบังหน้า มันใหญ่ทีเดียว เหยียบมาที่อก ท่านบอกว่าเอาส้นกดกลางอกท่าน กดไม่กดเฉยๆ คลึงๆ ท่านบอกว่าครูบาอาจารย์ท่านโดนครูกายละเอียดเนี่ย คลึงๆเนี่ยกระอักเลือดเลย แต่คลึงๆท่าน ท่านไม่หลับสนิท นี่เพราะหลวงพ่อให้หลักไว้ ท่านจะเข้าธรรมะปั๊บ พอเข้าธรรมะท่านก็เห็นชัด เห็นชัดก็เอาเท้ายันปึ้ง ครูลอยไปเลย (หัวเราะ) ตั้งแต่นั้นมาวิชาเลยหลุดไปเลย แล้วปรากฎไอ้ที่เคาะๆรอบๆไอ้ช่องลมนั่นน่ะ ก็ครูของท่านเหมือนกัน เพราะท่านเรียนมาหลายวิชา เค้าเคาะให้กระเทือนสมาธิอะไรอย่างงั้น แกล้งให้กลัวอะไรต่างๆ เนี่ยของท่านเนี่ยแหมพิศดารจริงๆเลย และท่านบอกว่าเนี่ยกำลังใช้กรรม ถามท่านกรรมอะไร กรรมที่ซักหลวงพ่อมานาน ตอนนี้ท่านก็เลยมานั่งตอบคำถามลูกศิษย์ท่านเยอะแยะเลย (หัวเราะ) ท่านเลยต้องมานั่งตอบคำถามลูกศิษย์แสบๆ ท่านว่างั้นนะ (หัวเราะ) เนี่ยเป็นปีๆเลย แต่เราก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข คับที่อยู่ได้ คับใจก็อยู่ได้ อยู่อย่างสบายๆ (หัวเราะ)

… เอ้าอยากจะรู้ตรงไหนถามมาสิ [เสียงถาม] ก็ตื่นมาตอนดึกนั่ง ตื่นขึ้นมานั่งนี่ผ้าคลุมโปงนั่ง บางคืนเพื่อนมันตื่นขึ้นมากลางดึกเข้ามาเจอ ใหม่ๆมันตกใจ บ่อยเข้าก็คุ้น แล้วหลวงพ่อก็ไม่ได้…. ตื่นมาแต่เช้า ตี ๕ ก็ไปที่บาร์ [ชื่อเรียกโรงอาหารรวมที่เกษตรฯ] ตอนนั้นมันเป็นบาร์เป็นโรงอาหาร ไปเป็นคนแรกของบาร์ ไปซื้ออาหารมาแล้วก็มานั่งฝึกบูชาเข้าพระที่ยายสอน ให้ฝึกทุกวันก็ฝึก เออเราเอาข้าวเอาจานข้าวเนี่ยซ้อนเข้าไปในกลางธรรมกายแล้วทำให้ใส เอาไปถวายพระพุทธเจ้า จานใบเดียวมันพรึบ โอ้โห เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่น พรึบไปยังงั้น โหมันดีจังเลย ใจมันก็ชุ่มมีความสุขจริงเลยในตอนช่วงนั้น มีความสุขมากๆ พอทานข้าวเสร็จเรียบร้อยก็มาขึ้นรถหน้าเกษตรฯ พอนั่งรถปั๊บก็หลับตาเลย ตรึกไปในธรรมะ สบายมีความสุข ไม่ได้ยินได้ฟังอะไรทั้งนั้น ไม่ได้สนใจเลย ลืมตามาอีกทีก็ตลาดหมดชิต พอเปลี่ยนรถ หลับตาอีกทีลืมตาอีกทีก็สนามหลวง พอต่ออีกทีก็ลืมอีกทีก็ตลาดพลูเลย สามลืมก็ถึงตลาดพลู ก็เดินไปเรื่อยๆอย่างสบายอกสบายใจ ไม่ห่วงอะไรทั้งนั้นหละ ในใจมีอยู่สองเรื่องคือมียายกับเรื่องธรรมะ เพราะฉะนั้นเวลาเดินๆมามีอยู่คราวนึง มีกุ๊ยเค้าสวนทางมาห่างกันแค่นี้ ไม่เห็นเค้านะ มองไม่เห็นเค้าหรอก แล้วเค้าก็ทัก “เอ้า นี่ถ้าเป็นงูก็กัดแล้ว” เค้าว่างั้น เป็นเพราะนี่ไม่ได้สนใจอะไรเลย ใจมันอยู่แต่ภายใน มีความสุข ทำอยู่อย่างนั้นมาตลอดเลย แล้วก็มาเรียนธรรมะกับยายตั้งแต่เช้าเลยจนถึงค่ำ นี่หลวงพ่อก็ทำ

มีอยู่คราวนึงนั่งรถมา อยากจะรู้ว่า เอ๊ รถมันชนกันนี่มันชนกันยังไงก็ไม่รู้นะ เอ๊ นึกๆงั้นทำไมนึกๆยังไงก็ไม่ทราบว่า หลับตานึกไปเรื่อยๆ เอ๊ รถชนกันยังไง เวลาประสบอุบัติเหตุมันเป็นยังไง นึกแล้วก็ลืม แหม นึกนี่นะ ถ้าเราไปนึกในระดับ ในแหล่งของจิตที่มีพลังที่มันเป็นไปได้นี่ วื้ด ไปเลยนะ เหมือนพระอาจารย์ฟั่นนึกว่า เอ๊ รถมันเดินไปได้ยังไง แล้วเพ่งจิตเข้าไปในไอ้เครื่องจักรของรถ เครื่องเลยหยุด แต่หลวงพ่อไม่ได้นึกอย่างงั้น หลวงพ่อนึกว่ารถมันชนกันยังไง อุบัติเหตุมันเกิดยังไง นึกได้ประมาณซักไม่กี่นาทีน่ะ มีความรู้สึกว่ารถเสียหลัก ลืมตามาอีกทีนึง โครม พอมันจะมาถึงหลวงพ่อมันก็หยุด คนร้องโอยๆๆ แต่คงไม่ใช่เพราะหลวงพ่อนึกหรอก กรรมของพวกนั้นน่ะ โอยๆๆ ที่หน้าวัดราชาฯ หัวมุมน่ะ เดี๋ยวนี้มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ตอนนั้นเป็นร้านก๊วยเตี๋ยว พรวดเข้าไปเลย กระเด็นหลุดลงมา ไม่เป็นอะไรก็มีอยู่ ๓ คน ผู้หญิงข้างๆคน แต่เค้าเป็นลมกับกระเป๋าหลังกระเด็นหล่นไป แล้วก็ลงท่อ ลงมาจากรถแล้วใจก็ยังเฉยๆเป็นปกติ ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้คิดอะไรแม้แต่นิดเดียว สงสารก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี มันเฉยๆ ขึ้นรถต่อแล้วก็ไปนั่งธรรมะ แล้วก็ไม่ได้คิดอะไร ทำไมไม่ได้คิดอะไรหลวงพ่อก็แปลกใจ อารมณ์มันไม่เข้าไปแทรกเลย เนี่ยถึงบอกเมื่อกี๊ว่ามันเข้าได้ทีละอย่าง ถ้ามันเป็นธรรมะมันเป็นบุญล้วนๆแล้ว อะไรต่างมันก็ไม่เข้ามาแทรก มันมีแต่ธรรมะมันมีแต่บุญอยู่ข้างใน แปลกอย่างงี้

..หืม..อ้า..สงสัยยังไง [เสียงอุบาสิกาถาม]… พอสำเร็จการศึกษาแล้วก็คิดว่า เรื่องจริงกำลังจะเกิดต่อจากนี้เป็นต้นไป เรื่องเล่นไม่มีแล้ว ต่อจากนี้ไปเป็นชีวิตจริงๆที่เราจะต้องเริ่มทำตามมโนปณิธานที่เราได้ตั้งเอาไว้ ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต สำหรับชีวิตของหลวงพ่อที่เกิดมา เกิดมาเพื่อที่จะมาปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรม แล้วก็จะปรับปรุงจิตใจของชาวโลกให้เข้าถึงธรรมกายด้วย และจะขนทุกคนเนี่ยให้เข้าไปสู่ฝั่งพระนิพพาน อันนี้คือส่งที่หลวงพ่อจะต้องทำ คือปรับปรุงทุกคนให้เข้าถึงธรรมกายให้หมด แล้วพาทุกคนเข้าถึงฝั่งพระนิพพาน เพราะฉะนั้นหน้าที่จริงเกิดขึ้นหลังจากจบมหาลัยแล้ว ชีวิตจริงกำลังจะเริ่มต้นจากจุดนั้นแล้ว ก่อนบวชสามเดือนนั่น หลวงพ่อมองเห็นโลกเนี่ย มันเหงาแต่มันไม่ใช่เซ็งนะ มันเหงามันไม่มีอะไร มันเหมือนกองไฟกองใหญ่ๆ ไปที่ไหนมันไม่มีความสุข มันเบื่อๆอยากจะพ้นจากโลกนั้นน่ะ ทุกหนทุกแห่งที่เราเคยสนุกสนานร่าเริงมันไม่มีความสุขเลย ไม่มีความสนุก เบื่อไปหมดเลย แล้วก็ในที่สุดก็บวชเอาในวันที่ ๒๗ ส.ค. ๒๕๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๙ หลวงพ่อมักจะทำอะไรในวันเพ็ญเต็มดวงทุกที เพราะว่ามีความรู้สึกว่าวันนั้นเป็นวันที่สว่างทั้งกลางวันและกลางคืน ชีวิตเราจะสว่างสดใสถ้าหากว่าเราได้เริ่มกิจที่สำคัญของชีวิตในวันเพ็ญ และยังนึกถึงปฏิปทาของพระพุทธเจ้าที่ผ่านมา ความสำเร็จของท่านมักจะเกิดขึ้นในคืนวันเพ็ญเสมอ จะเพ็ญเดือนไหนก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นเนี่ยกิจอะไรต่างๆก็มาจากนี่ แม้แต่ใครจะมาขอฤกษ์ตั้งบ้าน ฤกษ์อะไรต่ออะไรสารพัด ยกเว้นฤกษ์แต่งงานน่ะ วันเพ็ญหมดเลย หลวงพ่อจะให้เค้าวันเพ็ญหมด มันเป็นวันที่สว่างทั้งกลางวันทั้งกลางคืน มันเป็นวันที่หาได้ยากทีเดียว สว่างตลอดเวลา เพราะฉะนั้นหลวงพ่อก็เลย …..[เทปตัด]

…ครูผู้หญิงที่ไม่รู้จักกันมาช่วยกันทำดอกไม้น่ะ…. ว่า “เสียดาย บวชทำไมยังหนุ่ม ยังไม่ได้คุยกันเลย น่าเสียดาย” โฮๆๆๆ พอเพื่อนผู้หญิงไปถามว่าร้องทำไมเนี่ย “เสียดาย” แหม เสียดายอะไรน้า ยังไม่ได้รู้จักกันเลยเนี่ย โยมก็เสียดายไปอีกแบบ มีคน[ร่วมงาน]บวชอยู่แค่ ๒๐ กว่าคนมั้ง ไม่เหมือนหลวงพ่อทัตตะบวช คนเต็มวัดเลย ทุกองค์ี่ที่บวชตั้งแต่หลวงพ่อทัตตะจนกระทั่งถึงบัดนี้ คนเต็มวัดเลย มีหลวงพ่อธัมมะองค์เดียวบวชมี ๒๐ คน โหเดิน……..กัน เป็นองค์สุดท้ายของวัดปากน้ำฯ แต่ก่อนเค้ายังมีโปรยทาน โปรยทานก็ไม่มีคนมาแย่ง เก็บก็ไม่เก็บ เค้าก็เฉยๆ เด็กเดิกก็ไม่เห็นมันมาแย่งอะไรกันเลย ตั้งแต่นั้นมาวัดปากน้ำฯก็เลยห้ามโปรยทาน ฝร่งฝรั่งขึ้นเรือมาเพื่อมาดูก็เฉยๆ โปรยทานน่ะ คนสุดท้ายโปรยทานของวัดปากน้ำฯ โยมน้าจะเอากลองยาวมาเล่นรอบโบสถ์ บอกไม่เอาๆ (หัวเราะ) แล้วก็ได้บวชในวันนั้น พอเข้าโบสถ์เข้าเท่านั้นแหละ โอ้ ความรู้สึกมันเปลี่ยนไปเลย ไอ้ตอนเข้าโบสถ์ พอเข้าโบสถ์ในตอนนั้นน่ะ ความสมบูรณ์ของชีวิตก็เต็มเปี่ยมในวันนั้นเอง ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๙ ความสมบูรณ์อะไรหลายๆอย่างเกิดขึ้นในวันนั้นทั้งหมดเลย แล้วคุณยายท่านก็เลยเรียกหลวงพ่อไปอีกแบบนึง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา คือระหว่างที่บวชเป็นพระครองผ้ากาสาวพัตร์แล้วเนี่ยนะ

[อุบาสิกาถาม] …. มันทราบมาเป็นขั้นตอนมาเรื่อยๆ ทราบมาเป็นขั้นตอนๆๆ จากหยาบมาละเอียดๆเรื่อย พอทราบในวันนั้นก็ทำให้สำนึกในหน้าที่ว่าเราจะต้องทำหน้าที่นี้ให้สำเร็จให้ได้ แม้ว่าเราจะตายก็ยอม ไม่มีใครสู้ทำองค์เดียวก็เอา เพราะเราจะต้องเห็นในอันนี้ไปให้ได้ เพราะว่าสิ่งนี้น่ะไม่ใช่พึ่งจะมาทำเฉพาะชาตินี้ แต่ได้ทำมาแล้วหลายภพหลายชาตินับชาติภพไม่ถ้วนเลย ซึ่งเราก็จะต้องทำต่อไป นี่มันเป็นอย่างงี้แหละ ….เอ้า ถามมา หรือถามจนกระทั่งไม่มีอะไรจะถามแล้ว (หัวเราะ) [อุบาสิกาถาม]… ยังนึกไม่ออก.. ได้ .. คงไม่มี… ไม่มีสิ่งอัศจรรย์ แต่มีแต่โยมยังไม่อยากให้บวช แต่เดี๋ยวนี้บอก “อู้ย โยมสนับสนุน” (หัวเราะ) “โอ้ย ท่านเข้าใจผิด สนันสนุนมาตลอด” แต่ตอนนั้นไม่ใช่อย่างงั้นน่ะ เข้าไปหาโยมพ่อ คืนนั้นโยมพ่อนอนไม่หลับ คุยกับโยมพ่อ จะบวช  นอนไม่หลับ ร้องไห้ทั้งคืน โยมพ่อไม่เคยเชื่อหมอดูเล้ย นึกยังไงก็ไม่รู้ไปดูกับโยมแม่ เกิดมาก็เพิ่งเห็นครั้งนั้นแหละ โยมพ่อไปดูหมอ ไม่ได้ดูตัวเองอะ ดูให้ลูกชาย หมอพูดมาได้ “อย่าให้บวชนะ บวชแล้วไม่สึกเนี่ย ชีวิตท่านจะต้องดำเนินเหมือนพระพุทธเจ้า” โหย เลยนอนไม่หลับเลยโยมนอนไม่หลับ หมอนั่นก็ไม่ได้เรื่องเลยพูดไปได้ ไปเจาะใจดำเข้าอย่างงั้นน่ะ นอนไม่หลับ และตอนเช้าก็บอกว่า “พ่อ พาไปกราบพระอุปัชฌาย์ด้วยนะ” อย่างงั้นอย่างโง้นอย่างงี้อะไรไปเรื่อย จนกระทั่งหลวงพ่อเดินไปก่อน ท่านก็เดินตามมาเรื่อยๆ บ่นไปเรื่อย บ่นเผื่อให้เราฮึดฮัด แต่วันนั้นใจเป็นปกติ ไม่สะเทือนอะไรเลย ไม่หวั่นไหวไม่สะเทือนไม่สงสารท่าน ไม่น้อยใจไม่โกรธไม่ขัดเคืองไม่ไม่พอใจ ใจมันเฉยๆ เฉยแบบอิ่มในบุญที่จะได้บวชพระอะนะ แล้วไม่ได้คิดเรื่องอื่น ใจมันเข้ามาได้ที่ละอย่าง

นั่งรถมา ขับรถให้เพื่อนเค้าขับรถมา ก็ราบเรียบเห็นเงียบมาตลอดทางก็ต่างคนต่างเงียบมา หลวงพ่อก็ตรึกอยู่ในบุญ ก็เงียบไม่มีการคุยกัน เอ๊ มาถึงแถวไหนน้า แถวขนส่งสายใต้หรือยังไงไม่ทราบ จำไม่ค่อยได้ แถวๆนั้น อยู่ๆได้ยินเสียงขึ้นมาเลย “หยุด จอดรถเดี๋ยวเนี้ย พ่อจะลง” อ้าว แล้วกันยังไม่ถึงพระอุปัชฌาย์เลย จะลงแล้ว จะลงกลางทางอย่างงั้นนะ ก็ถาม ลงทำไมน่ะ ร้องไห้ ร้องไห้เพราะปิติหรือยังไงก็ไม่ทราบ แต่จะลงไม่ยอมไป หลวงพ่อก็พาซื่อ ท่านให้จอดรถ อะ โยมลงวันนี้แล้ววันพรุ่งนี้ค่อยไปใหม่ ….[เทปตัด]…. อายเค้า ก็เอ้อ วันนี้พระอุปัชฌาย์ท่านไม่ค่อยสะดวก ไว้วันหลังก็แล้วกัน กลับไปพาท่านกลับไป หลวงพ่อก็ไปพาโยมแม่มา เอ้อ การอยู่กันคนละบ้านของโยมแม่กับโยมพ่อมันก็ดีสำหรับการบวชของหลวงพ่อเหมือนกันเนอะ ถ้าท่านอยู่ด้วยกันท่านก็คงปรึกษาไม่ให้บวช พออยู่กับโยมแม่อุ๊ย โยมแม่ดีใจคืนนั้นโยมแม่ฝันก่อนจะไป… โอ้โห ไปเจอต้นชมพู่อยู่ต้นนึง ลูกทำไมมันเท่าตุ่ม มันสุกเป็นทองไปหมดเลย แม่เลยเก็บใหญ่เลยเยอะแยะ แหมเนี่ย คงจะเป็นบุญที่ได้บวชท่านนี่มั้ง ว่างั้น คนละเรื่องกันเลย (หัวเราะ) เออ..งั้นแม่พาไปฝากพระอุปัชฌาย์หน่อยสิ [โยมแม่]ดีอกดีใจ ไปเลย ไปฝากเอามอบให้ โยมแม่พูดเก่ง “เอามอบให้เป็นภาระท่านเจ้าคุณด้วย ให้อบรมดูแลสั่งสอน..” อะไรก็ว่าไป แล้วบุญที่โยมแม่บวชหลวงพ่อเนี่ย เคยช่วยชีวิตโยมแม่หลายครั้งแล้ว นี่โยมแม่เล่าให้ฟังนะ เพราะโยมแม่ประสบอุบ้ติเหตุ ๓ – ๔ ครั้ง และก็เคยถูกโจรจะปล้นด้วย ๒ ครั้งแต่มันไม่ปล้น มันก็แปลกเหมือนกันนะ โยมก็เล่าให้ฟัง อยากฟังมั้ย

บอกว่าไปต่างจังหวัด ขับๆรถไปเนี่ย โยมก็นั่งอยู่ มันจะตกถนน ไปถึงสะพานข้างหน้ามันจะตกถนน ท่านนึกอะไรไม่ออกเลยท่านนึกถึงบุญที่บวชพระลูกชาย ไอ้ชมพู่เท่าตุ่มนั่นมันคงจะช่วยท่าน ท่านบอกว่ามันอัศจรรย์อะไรก็ไม่ทราบ รถจะตกเนี่ย สะพานมันยืดออกไปรับอย่างงี้ เคลื่อนออกไปรับอย่างงี้ วื้ด แล้วก็ขึ้นสะพานไป นึกออกมั้ยนี่ สะพานมันอยู่ตรงนี้ รถมันจะตกถนนมันวิ่งเร็วๆงี้ พอรถจะหลุดออกไป สะพานมันเลื่อนไปรับไว้อย่างนี้ โยมบอก โอ้ย ขนลูกซู่เลยมันเป็นไปได้ยังไงก็ไม่ทราบ แล้วก็อีกทีนึงตกจริงๆ รถตกถนนแขนหัก รถสิบล้อมันจะถอยมาชนท่านนะ จะถอยหลังมาทับ ท่านก็นึกถึงบุญบวชพระลูกชาย เอ้อ แปลกเหมือนกันนะ เค้าก็มาช่วยเอาไปส่งโรงพยาบาล เจออุบัติเหตุอย่างนี้ ๒ – ๓ ครั้ง อันนี้ท่านเล่าให้ฟังนะ จริงเท็จยังไงก็ไม่ทราบเหมือนกันนะ อีกทีนึงไอ้โจรมันเอาขอนไม้ขวางถนน โอ้โห แล้วมันก็ถือปืนอยู่อย่างงั้นน่ะ ตายล่ะทำไงเนี่ย ก็ปรึกษากันกับคุณป๋า คุณป๋าท่านก็บอกให้โยมแม่ลงไปก่อนให้ไปพูดกับเค้า โยมแม่ก็เกี่ยงกันบอกว่าป๋าลงไปสิ และก็ในที่สุดโยมแม่ลง ก่อนลงก็นึกถึงบุญบวชพระลูกชาย แล้วท่านก็ลงเดินไป ไปคุยกับโจรดีๆนะ “คุณ ช่วยกันดึงเอาไอ้เสาขวางถนนนี่ออกไปหน่อยสิ รถจะได้ไป” โจรมันมองหน้ากันแล้วก็พยักหน้า แล้วก็ดึงเสาออกแล้วก็ไป มันพิลึกยังไงก็ไม่รู้ อีกครั้งนึง อีสานหรือใต้ก็ไม่ทราบ ท่านเห็นรถมันติดมาเลยนะ จากเนินน่ะยาวเหยียดไปเล้ย และเห็นคนถือปืนเป็นแถวไปเลย ท่านก็ไปท้ายสุด ก็ถามไอ้คนถือปืนว่า “เอ้ คุณ เค้าทำอะไรกันน่ะ มันรถติดจังน่ะ ตลอดเลยน่ะ เค้าทำอะไรกันหรอ” มันหัวเราะไม่ได้ว่าอะไร แล้วมันก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ สุดท้ายเค้าไม่ตอบ ก็หัวเราะ โยมก็เลยหักรถกลับ วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ลงว่าขบวนนั้นโดนโจรปล้นหมดทุกคันเลย ไอ้ที่ถือปืนออกจากป่ามาปล้น เออ กับโยมมันไม่ทำอะไร มันหัวเราะ แปลกเหมือนกัน นี่วันนั้นโยมปิติในบุญมากที่บวช วันนั้นร่าเริงเลย ไปจูงมือ นี่โยมแม่ “โอ๊ย คุณ มะ” ช่วยถือนั่นถือนี่ อย่าร้องให้เลย ปลอบเสร็จ คุณก็เลี้ยงเค้ามาก็เอามาบวชเอาบุญกัน ปลอบหมด โยมแม่เลยได้บุญบวชเต็มปริ่มล้านเปอเซนต์ และเป็นเหตุให้ช่วยทุกข์อะไรต่ออะไรได้เยอะแยะ นี่ตามที่ท่านว่านะ ท่านว่าไว้อย่างนั้น

และในที่สุดก็บวชได้ เพราะฉะนั้นก่อนหน้าบวชก็คงจะมีอย่างเงี้ย แต่หลังจากบวชก็ยังโดนตามบู๊มาอีก แต่อย่าไปเล่าให้ อย่าไปเขียน เขียนไม่ได้ ตอนนี้ใจท่านกำลังผ่องใส บางตอนต้องตัดทิ้งออกไป เขียนไม่ได้แต่เรื่องจริง แต่มันไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นเราตัดทิ้งออกไป

อ้า…หรือหมดแล้ว..[เสียงถามต่อ] อ้อไอ้นี่เป็นตั้งแต่รู้ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต ตอนที่มาเริ่มปฏิบัติธรรมใหม่ๆกับยาย พอความลึกซึ้งของใจละเอียดขึ้นไปถึงตรงนั้นแล้วเนี่ย ตั้งมโนปณิธาน ถึงได้อยากจะบวชไง ตอนนั้นน่ะ อยากจะรือสัตว์ขนสัตว์ไปให้หมดภพเลย ยกไปให้หมดเลย เกิดขึ้นตอนนั้น และก็อยากจะไปให้ถึงที่สุดของธรรมะของวิชชา ในตอนช่วงนั้นปลายปี ๐๖ หรือ ๐๗ แถวๆนั้น หลวงพ่อก็จำไม่ค่อยได้ อยู่แถวๆนี้ ประมาณนั้นนะ ดีมั้ย … แล้วอะไรอีกหละ…อยากจะรู้อะไร..นี่มันจะ ๕ ทุ่มแล้ว เอ้าพักกันก่อนดีกว่า ไว้วันหลัง แล้วเขียนเป็นตอนๆไปนะ ตอนละ ๓ – ๔ แผ่นพอ แล้วค่อยมา….

.. จบไฟล์สอง .

 

ขออนุโมทนบุญ

ที่มา…
http://forum.dmc.tv/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B5%20Testimonials%20of%20Good%20Deeds/%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88-(%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-2)/967.html#msg2875

ถอดเทปสัมภาษณ์ชีวิตคุณครูไม่ใหญ่ (ตอนที่ 1)

Posted in Uncategorized on February 5, 2011 by มั่วไปในเมกา

ขอเก็บเอาไว้อ่านนานเท่านาน

บ่อยเท่าที่จะอยากอ่าน


…………………

เกริ่นนำ

ปฐมเหตุในการที่ผมอยากเขียนกระทู้นี้ขึ้นมา ก็เนื่องมาจากกระทู้ “ยายกับหลวงพ่อทัตตะหลวงพ่อธัมมะ” ของคุณ Kantiya ที่เล่าเรื่องราวต่างๆจากความทรงจำของคุณครูไม่เล็ก ผมรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่สามารถนำมาเสริมกำลังใจในการสร้างบารมีของพวกเรา ทั้งยังสามารถใช้เป็นสื่อในการส่งต่อ มโนปณิธาน, เกร็ดความรู้ในการฝึกตัว และ บันทึกความดีงามของครูบาอาจารย์ ให้พวกเรารุ่นหลังๆที่มาไม่ทันได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งดีๆเหล่านี้จากประสบการณ์ตรง

หมายเหตุ

บทความที่ผมจะได้นำมาให้ทุกท่านได้อ่านนี้ เป็นการที่ผมเองถอดจากไฟล์เสียง mp3 ที่ได้มานานมากแล้ว ไฟล์นี้เป็นเสียงของหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ ท่านได้ให้สัมภาษณ์เล่าเรื่องราวชีวิตตั้งแต่ในวัยเยาว์ของท่านเรื่อยจนมาถึงการสร้างวัด วันเวลาที่บันทึกเสียงนี้ไม่มีหลักฐานปรากฎ แต่จากเนื้อความสัมภาษณ์หลวงพ่อบอกว่าอายุที่ ๔๐ กว่าปีซึ่งก็เป็นเวลาประมาณกว่า ๒๐ ปีที่แล้ว

บทสัมภาษณ์นี้แบ่งออกเป็นสองไฟล์ ความยาวไฟล์ละประมาณ ๑ ชม. คุณภาพเสียงเป็นการอัดต่อมาจากเทปคาสเส็ตทำให้มีเสียงรบกวนมาก บางตอนเสียงขาดๆหายๆ (บางครั้งขาดช่วงเพราะเปลี่ยนเทป) และบางครั้งเป็นเพราะมีความเสียหายในไฟล์ mp3 เอง หากช่วงใดผมไม่สามารถถอดความมาได้ จะใส่ไว้เป็นสัญลักษณ์ “…” และผมต้องขออภัยทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย ส่วนตอนใดเป็นข้อความเสริมจากผมเอง จะใส่ไว้ในสัญลักษณ์วงเล็บก้ามปู [...]

การเผยแพร่

เท่าที่ได้ฟังเองทั้งหมด ผมเห็นว่าเนื้อหานั้นสามารถนำมาให้ทุกท่านได้อ่านได้ อาจจะมีบางเรื่องพูดถึงวิชชาธรรมกายที่วิจิตรพิศดารไปบ้าง แต่ก็ไม่ลงลึกในรายละเอียดมาก หากผู้ดูแลบอร์ดเห็นว่าข้อความช่วงใดไม่สมควร โปรดช่วยกรุณาลบทิ้งด้วย (หรือท่านใดเห็นว่าตอนใดไม่สมควรก็แจ้งมาทางผมก็ได้)

เนื่องจากเทปนี้ไม่ได้รับการเผยแพร่โดยตรงจากวัด (หรือผมอาจจะไม่ทราบเองว่ามี) ผมจึงไม่สามารถนำไฟล์มาลงให้ทุกท่านดาวโหลดได้ เมื่อใดถ้าได้รับอนุญาตแล้วผมจะนำมาให้โหลดกัน

**อัพเดท**
ผมมาคิดแล้วว่าการเอามาให้โหลดบนเว็บคงเป็นการไม่เหมาะสมเท่าไหร่ แต่หากท่านใด้อยากได้ไฟล์นี้ไปเก็บไว้ ขอให้ส่งข้อความมาบอกผม แล้วผมจะส่งให้เป็นรายบุคคลไป อย่างนี้จะดีกว่านะครับ

……………………

เนื้อความถอดเสียงสัมภาษณ์

… นี่หนังสือโลกทิพย์เค้าลงนะ ตอนนี้มันลงเพี้ยนไปนิดหน่อย เพราะว่าเป็นเรื่องที่โยมแม่เล่าให้ฟังมากกว่า ท่านเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ก่อนหลวงพ่อจะเกิดท่านได้ฝันไป ฝันว่าท่านไปที่ชายหาดริมแม่น้ำเจ้าพระยา และท่านได้เอามือไปคุ้ยๆที่กองทราย ท่านก็ได้พระพุทธรูปเก่าๆมาองค์นึง เป็นพระพุทธรูปเก่า แล้วพอท่านขัดไปเรื่อยๆเข้าองค์พระก็โตขึ้นไปเรื่อยๆ สุกใสขึ้นไปเรื่อยๆ สุกสว่างจนกระทั่งสว่างทั้งเมืองเลย สว่างไปหมดเลย ต่อมาเมื่อคลอดเนื่องจากว่า..[เสียงรบกวน]..รู้สึกจะลำบากนิดหน่อย โยมแม่เล่าให้ฟังว่าญาติพี่น้องทั้งหมดไปจุดธูปจุดเทียนบูชาบนบานศาลกล่าวเทวดาทั้งหลายปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วบอกให้มาช่วย เสร็จแล้วท่าน[หมายถึงโยมแม่]ก็อยู่คนเดียว อยู่ในห้องและก็มีหมอตำแยอยู่ ท่านบอกว่าท่านเห็นคนเต็มบ้านเลย แต่ว่าเป็นคนที่แต่งตัวคล้ายๆกับรูปวาดตามฝาผนังโบสถ์ เต็มไปหมดเลยสวยๆงามๆเข้ามากันเยอะแยะ ทั้งๆที่ตอนนั้นก็มีกันอยู่ไม่กี่คน ท่านก็บอกว่า โห ทำไมคนเข้ามาบ้านทำไมเยอะแยะขนาดนี้ หมู่ญาติและหมอตำแยเค้าก็นึกว่าเพ้อ เค้าบอกว่าไม่มีใคร ไม่เห็นมีอะไร โยมแม่ก็บอกว่า นั่นไงคนเยอะแยะเลย แต่งตัวอย่างงั้นๆ โยมแม่ก็บอกไว้หมดเลย สวยงามเข้ามาเต็มไปหมด เมื่อคลอดแล้วโยมแม่ก็เข้าใจว่าไอ้สิ่งที่ท่านเห็นนั่นหนะ คงเป็นเทวดาที่ปู่ย่าตายายไปบนบานศาลกล่าวท่านให้มา ท่านเข้าใจว่าอย่างงั้นนะ ท่านบอกว่าเครื่องแต่งตัวนั่นเหมือนกันเลย เหมือนกับรูปวาดที่ผนังโบสถ์ ท่านว่านะ นี่คือสิ่งที่ท่านเล่าให้ฟัง

หลวงพ่อเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๒ เมษา พ.ศ. ๒๔๘๗ ปีวอก ขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๖ เวลาเข้าไต้เข้าไฟ แต่ว่าเห็นโยมแม่จดเวลาไว้ประมาณ ๑๘.๐๐ น. เกิดมานี่ปู่ย่าตายายที่เคยทะเลาะกันก็มาดีกันในวันนั้น ท่านมาดีกันในวันนั้น ทะเลาะกันมาตั้งหลายๆปี (หัวเราะ) เล่านี่ไม่มีมู๊ดเลย ก็มันมีเครื่องอะไรไม่รู้อยู่ข้างหน้า [ท่านคงหมายถึงเครื่องอัดเสียง] เอ้า..ซักถามมาด้วยก็แล้วกัน อ่า.. ปู่ย่าตายายนี่ก็ทะเลาะกันมาตลอดเลย เป็นตระกูลที่พิลึกอยู่ว่างๆไม่รู้จะทำอะไรก็ทะเลาะกัน และก็มาดีกันในวันนั้น ทะเลาะกันมาหลายปีเลยนะ ไม่พูดไม่จาไม่อะไรกัน ดีกันในวันที่หลานคนแรกเกิด เพราะฉะนั้นก็เป็นนิมิตดีว่าเกิดมาแล้วนี่ ยังประโยชน์สุขให้กับหมู่ญาติ ก็ดีใจที่โยมแม่เล่าให้ฟัง ว่าเอ้อตัวเราเองเกิดมาก็ยังเป็นประโยชน์ต่อหมู่ญาติ ถ้าเราไม่เกิดในวันนั้นหมู่ญาติก็คงทะเลาะกันตลอด แล้วคงอาจจะไม่มีโอกาสหันหน้าเข้ามาพูดคุยกันเหมือนเดิม นั่นคือสิ่งที่ดีใจครั้งแรกที่เกิดมา จากการได้ยินได้ฟังโยมแม่เล่าให้ฟังที่หมู่ญาติมาดีกัน

หลังจาก…[เสียงหาย]..ใช่มั้ย…หา…ชีวิตก็ระหกระเหินมาตลอด แต่การระหกระเหินของชีวิตของหลวงพ่อไม่เคยคิดว่ามันเป็นความทุกข์ทรมาน กลับคิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่จะหล่อหลอมชีวิตจิตใจของหลวงพ่อให้กลายเป็นนักสร้างบารมีที่ดีใด้ เหมือนเหล็กหล่อกว่าจะเป็นเหล็กกล้าได้ มันต้องโดนค้อนกระหน่ำแล้วกระหน่ำอีก ทุบแล้วทุบอีกกว่าจะมาเป็นเหล็กกล้าได้ ชีวิตของหลวงพ่อก็เป็นอย่างนั้นแหละ ระหกระเหินเรื่อย ตั้งแต่เกิดรูู้สึกว่าจะอยู่กับพ่อแม่ได้ไม่กี่วันมั้ง นอกนั้นคนอื่นเอาไปเลี้ยงหมด เอาไปเลี้ยงหมดเลย จนกระทั่งถึงวัยเรียนหนังสือ โยมพ่อก็เป็นคนที่รักการเรียนรักการศึกษาเนื่องจากท่านไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ท่านก็คิดอยู่เสมอว่าท่านจะให้ลูกเรียนน่ะให้สูงที่สุด เพราะฉะนั้นจะมีโอกาสไหนที่จะสนับสนุนให้ลูกเรียนได้ท่านก็เอา ในตอนนั้นหลวงพ่ออายุได้ ๗ ขวบ โยมพ่อเมื่อพิจารณาเห็นว่า ร.ร.อัสสัมชัญ เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดก็เลยเอาหลวงพ่อไปฝากที่โรงเรียนนั้น เอาเข้าไปฝากกับท่านอธิการ หลวงพ่อยังจำหน้าตาท่านได้เลย ท่านมีหนวดมีเคราท่านนั่งอยู่ตรงนั่นหนะ โยมพ่อท่านก็พูดว่าจะยกให้เป็นลูก คือตามธรรมเนียมไทยอะนะ การยกให้เป็นลูกนี่ก็พอเป็นพิธี ไม่ได้จะถือเป็นจริงเป็นจัง แต่ว่าท่านอธิการบดีนั่นท่านไม่ได้คิดอย่างนั้น ท่านหยุดแล้วก็มองหน้าโยมพ่อและก็ถามว่า “จริงหรือ?” พูดอย่างเสียงหนักแน่นเลย “ที่จะยกให้เป็นลูกนั่น จริงหรือ?” “ถ้าจริง จะรับไว้ในตอนนี้และจะส่งไปเรียนที่อิตาลี” โยมพ่อท่านก็หยุดกึ๊กเลย แล้วก็ไม่กลับไปที่ ร.ร.อัสสัมชัญ อีกเลยจนกระทั่งบัดนี้ วาสนาเราได้ไปเหยียบย่างที่อัสสัมชัญแค่วันเดียว จนกระทั่งบัดนี้อายุ ๔๐ กว่าแล้วยังไม่เคยไปเหยียบอีกเลย สามสิบกว่าปี ถ้าหากตอนนั้นโยมพ่อยกให้กับท่านอธิการ ป่านนี้หลวงพ่ออาจจะไม่ได้เป็นหลวงพ่อ อาจจะเป็นคุณพ่อหรือบาทหลวงอะไรก็ไม่ทราบที่มาทำหน้าที่สอนอะไรที่ไม่เหมือนกับปัจจุบัน

แล้วไงต่อ (หัวเราะ) มันไม่สนุกเลย มันมีอย่างเงี้ย หืม.. อ้าวแล้วไงต่อ.. อ้าวซักถาม …[มีเสียงอุบาสิกาถาม เสียงเบาจับความไม่ได้].. มันยังไง ไอ้ตอนนี้มันนึกไม่ออกเลย มันมีเครื่องนี้อยู่ [เสียงอุบาสิกาถาม] จุดที่หันมาสนใจพุทธศาสนามันยังอีกยาวนานทีเดียว ตอนนั้นมันยังไม่ได้คิดอะไรเลย ตอนนั้นมันยังไม่ได้สนใจอะไรเลย มันยังเด็กเหลือเกิน [มีเสียงอุบาสกสอบถาม] .. หืม…   จะลัดตอนไหน [เสียงอุบาสิกาพูดต่อ] …. หา (หัวเราะ) นึกไม่ออกเลยมันมีเครื่องไอ้อันเนี้ย (หัวเราะ)  มันไม่ธรรมชาติเลย [เสียงอุบาสกสอบถาม] เดี๋ยวก่อน กำลังนึกก่อนว่าจะเล่าไอ้ตอนไหนดี [อุบาสิกาถาม]

หลังจากนั้นท่านก็พามาฝากที่ ร.ร.สรภัทรศึกษา [ไม่ทราบว่าสะกดอย่างไร] ก็มาเข้าเรียน ป.๑ ที่นั่น ท่านก็มายกให้เป็นลูกของเจ้าของโรงเรียนอีกนั่นแหละ และเจ้าของโรงเรียนท่านก็ดีใจให้เรียกเจ้าของโรงเรียนท่านว่าคุณปู่คุณย่า แล้วหลวงพ่อก็มาอยู่ที่ ร.ร. สรภัทรศึกษา เรียน ป.๑ ..แล้วไงต่อ..[เสียงอุบาสิกาถาม] ซักไปเรี่อยๆจนกว่าจะเกิดอารมณ์ (หัวเราะ) …เรียนที่สรภัทรแค่ ๒ ปีถึง ป.๒ [เสียงสอบถาม] … สองปีไม่มีอะไรเด่น มีแต่โดนฝึก ฝึกให้รับแขก ฝึกพูด ฝึกกริยามารยาท เพราะว่าท่านเป็นชาววัง และท่านมักจะพาเข้าวังอยู่เรื่อยๆในวันอาทิตย์ เวลาเข้าไปในวังส่วนมากจะเป็นวังสระปทุมไม่ก็วังหลวง สมัยก่อนโน้นหนะ จะเหยียดขาทีก็โดนเคาะทุกที เหยียดขา เคาะ เหยียดขา เคาะ เพราะฉะนั้นก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เข้าวัง ท่านก็พาไปอยู่เรื่อยๆอยู่นั่น

ใน ร.ร.สรภัทรศึกษาเนี่ย หลังจากเลิกเรียนแล้วมีคนอยู่แค่สามคนคือหลวงพ่อและก็คุณปู่คุณย่า ภารโรงก็ไม่มี และหลวงพ่อเนี่ยก็ไปเป็นภารโรงในสมัยนั้น อ่า เป็นภารโรงเมื่ออายุ ๗ ขวบ ในโรงเรียนนั้นมีคน ๓ คนและก็มีสุนัข ๒๔ ตัวอยู่ในนั้นน่ะ …….ตำแยสุนัข เพราะว่ามันไม่มีใคร พอคลอดทีก็ต้องไปคอยดูแล แล้วมันก็แปลก ตามปกติมันดุ ….. มันก็ดูเราก็ดู แล้วก็ไปช่วยมันทำคลอด ตอนนี้ ๗ ขวบ เนี้ยทำคลอดได้ แล้วก็ตกกลางคืนคุณปู่คุณย่าท่านชอบไปเอ็กเซอไซส์ ไล่จับนกกระจอก ไปเล่นไพ่น่ะ เพราะฉะนั้นก็เลยทิ้งให้หลวงพ่ออยู่คนเดียวกับสุนัข ๒๔ ตัว ท่านทำอย่างนั้นอยู่เรื่อยๆเลย เพราะฉะนั้นก็เป็นความคุ้นกับการอยู่คนเดียวในโรงเรียนใหญ่ๆ ตามความรู้สึกของเด็กตอนโน้นน่ะ มันใหญ่ เด็กหนึ่งคนอยู่โรงเรียนหลังเบ้อเร่อ มีสุนัข ๒๔ ตัวเป็นบริวารไปไหนก็ไปกันเป็นพรวนเลย ตอนกลางคืนเราเข้านอนก็เข้านอนคนเดียว พอตื่นมากลางดึก [มีเสียงการปรับไมค์] มีอยู่คืนหนึ่งท่านก็ไปจับนกกระจอกเช่นเคย แล้วเป็นคืนแรกที่หลวงพ่อได้พบสิ่งแปลกๆเป็นครั้งที่สองในชีวิต ครั้งแรกพบเมื่อก่อนเรียน นี่เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกที่พบนั่นเห็นแต่ครั้งที่สองนี่ได้ยิน มันคนละอย่างกัน สมัยก่อนเข้าเรียนนั่นได้นอนกลางคืนอยู่แถวแม่ ….ก็ปวดท้องเบา ท่านก็เลยพามาที่ระเบียง ขณะนั้นเรามองเห็นใครก็ไม่ทราบเค้ายืนพิงรั้วสังกะสีอยู่แต่มันไม่มี…. ก็ถามว่าเอ๊ะทำไมคนไม่มี…ทำไมยืนได้ แล้วก็บอกว่า “โน่นไงแม่โน่นไง ไม่มี……ได้” แม่ก็ไม่ได้พูดอะไร รีบๆ….ดึงไปเลยแล้วก็ไม่พูดอะไร แล้วก็ไม่….จนกระทั่งต่อมา ตอนโตขึ้นถึงเล่าว่า …ที่ตรงนี้… นั้น

[ช่วงต่อไปนี้เสียงเทปขาดๆหายๆมาก]

 

แล้วไอ้… ตอนเรียนหนังสือนี่….คุณปู่คุณย่าไม่อยู่ไปจับนกกระจอก หลวงพ่อก็อยู่คนเดียวนอนอยู่ ตอนแรกก็นอนอยู่ในมุ้งคนเดียว พอตกดึก… ๑ คนกับ ๒๔ ตัว.. นอนบน….อยู่กับ….หมาหมด มา..เอาหัว…บางตัวก็…ก่ายกันไปอยู่อย่างงั้นแหละ ๑ คนกับ ๒๔ ตัว ทีนี้มา…ได้ยินเสียง เสียงกระซิบอยู่ตรงประตู ……. ที่…หลวงพ่อเนี่ย ได้ยินชัดเจนเลย เสียงนั้นอยู่ตรงประตูแต่ว่าเสียงนั้นมันเย็น …ยินไกลๆ เป็นเสียงที่พูด….ตรงประตู ไม่เห็นตัวคน คล้ายๆเราเปิดไอ้ละครหนังผีอะไรนั่นน่ะ แล้วที่เค้าเอามาเลียนเสียง….มันจริงๆเลย ทำให้….หลวงพ่อเข้าใจ….อย่างงั้น เสียงนั้น….เป็นเสียงคล้ายๆโยมน้าก็ไม่ได้…. แต่มันก็แปลก หมามันไม่หอน ใครว่าหมาเห็นผีแล้วหอน เอ๊ะ ไอ้นี่มันไม่หอน …..ก็ตามมา พอเสียงนั้นไปอยู่ที่หัวบันได หลวงพ่อเดินมาที่หัวบันได เสียงมันก็ไปอยู่เชิงบันได หมาตามมาเป็นพรวนก็ไม่เห็นมันหอนอะไรมันเห่าอะไร พอหลวงพ่อเดินลงมาที่เชิงบันไดเข้า เสียงมันก็ไปอยู่ที่ประตูรั้ว นี่มันแปลกดี เดินตามไปที่ประตูรั้วเปิดประตูไปก็ไม่มีใคร ก็ไม่ได้กลัว เพราะไม่รู้มันเป็นอะไรก็ไม่ได้กลัว มารู้ว่าเป็นอะไรเมื่อมาเรียนธรรมะเมื่อโตขึ้นแล้ว เนื่องจากที่ตรงนั้นมันมีศาลพระภูมิใหญ่ๆเป็นที่เคารพของคุณปู่คุณย่า ตอนเย็นท่านจะให้เอาดอก….ก้นธูปแล้วก็ไปปักอยู่ตรงนั้นน่ะ ทุกวันๆท่านก็ให้ทำอย่างนั้น …….หลังจากนี้……อันนี้เป็นครั้งที่สองในชีวิต

 

อยู่โรงเรียนนั้นได้ ๒ ปีหลวงพ่อก็ย้าย ย้ายมาอยู่ ร.ร.สตรีเนติศึกษา [ไม่ทราบว่าสะกดอย่างไร] ตรงราชวัตร….. ก็ไปอยู่ …. ป.๔ ตอนอยู่ ร.ร.สตรีเนติ เนี่ยหลวงพ่อยัง….นี่เลย อาคาร……ตรงเนี้ย โยมพ่อก็ฝากท่านเอาไว้เหมือนกัน ซึ่งทำให้หลวงพ่อได้ไป…..เป็นครั้งแรก ……อนุสาวรีย์…..ยังไม่มีรั้วเลย ลุงครูใหญ่พาไปจับจิ้งหรีดตรงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ….ป.๔…อยู่กับโยมพ่อ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้อยู่กับโยมพ่อเป็นเรื่องเป็นราว อยู่ที่สิงห์บุรี ก็มีปรากฎการณ์ที่แปลกๆเหมือนกันเป็นครั้งที่สามในชีวิต แต่ครั้งนี้กลัว ไอ้ครั้งหนึ่งครั้งสองมันไม่รู้เรื่องมันไม่กลัว …พักที่หลวงพ่อ…..มัน…. นอน…. มีอยู่วันนึงโยมพ่อ ….. ท่านบอกว่า …. อู้ย ดีใจ …. ฟังไม่รู้เรื่อง …. ก็เลย พ่อ เอาเลย ….หามาเลย… ดีใจ ….พ่อสามารถหามาชื่อเดียวกันได้ …. ชื่อเดียวกันเลย เพราะฉะนั้น …. ต่อด้วยนามสกุลใครไม่รู้หรอก (หัวเราะ) …. โยมพ่อ อย่าเป็นลมนะ (หัวเราะ) และก็ไอ้ที่ปรากฎการณ์ครั้งที่สามมันเป็นอย่างงี้ พอพ่อไปคืนนั้นก็นอน ….พอลืมตา…. หลังห้องนั้นน่ะ… พอเปิดออกไป…..วัด…เล็กๆ ..แปลกตา ตกกลางคืนเรานอน….ปิดหน้าต่าง ….. ก็นอน พอมาคืนสอง…. เอ๊ …. ไม่ได้นอนคนเดียว มีคนมานอนอยู่ข้างๆ อืม เข้ามายังไงก็ไม่ทราบ …. คนนอนอยู่นั่น ติดกันเลย ถ้าเป็นตัวมันก็เห็น…..อุ่นๆมา ….แต่หลวงพ่อไม่กล้าพลิกไปดู แต่….. เอ ทำไงดี สงสัยใครเข้ามานอน …แต่…มาก….แต่ยังไงก็ไม่ร้อง ตั้งใจเอาไว้ว่า ถ้าเมื่อไหร่…. ลอบเข้าประตู…. มันจะมาเมื่อไหร่ …. คนที่อยู่ข้างๆไม่รู้ใคร เข้ามาอยู่ในนั้นน่ะ โหย เราก็….. เหงื่อนี่แตก…. แต่ไม่รู้ว่า….หันไป… มันยังไงก็ไม่ทราบ มันไม่กล้า …..หมดไปเลย… คนเลย..นอนอยู่ข้างๆ พอ….จากห้องก็….ไม่หันกลับไปอีกเลย ไม่กลับเลย เลิก….กลัว ตอนนั้นน่ะ… มันไม่เป็นธรรมชาติ ….ไม่รู้ว่าเป็น… ตอนหลังมาเรียนธรรมะ อ๋อ….ถึงได้ทราบ ….มนุษย์น่ะ [เสียงอุบาสิกาถาม] ห๊ะ..(หัวเราะ) …..อะไรก็ไม่รู้…. ตอนเล่นอยู่กับเพื่อน…โรงเรียน ที่กลางสนามคนเดียว …ว่าใคร เอามือมาโอบไหล่ จับ…รู้สึก…คนอีกน่ะจ่ะ …เพราะไปใหม่ๆ …คนเดียว …ตัวเอง …. ความรู้สึก… ขนลุก มารู้เมื่อมาเห็นธรรมะ แต่วันหลังแล้วก็…..ยุ่ง …. (หัวเราะ)

 

หลังนั้นก็มาอยู่ที่บ้าน….. เป็นเหตุให้หลวงพ่อเบื่อไอ้ตรงเนี้ย ….กว่าปี เบื่อ…..ไอ้ที่เบื่อไม่ใช่อะไรหรอก …ได้ทาน…. หรือวันละหลายมื้อ เรื่องมันไม่เคยได้ทาน….เลย พอทานครั้งเดียวแล้ว….ก็มี เรียกว่าไม่เคยทาน…. มีอยู่วันนึงเราอยากจะทาน ก็ไปคว้า…มันยังดิบอยู่….ใส่กระเป๋ากางเกงเนี่ย คิดว่า….ตัวของเราเนี่ยคงจะสุก…. ปล่าว (หัวเราะ) มันน่าจะสุก เพราะว่าเจ็งกีสข่านเวลาออกไปรบมันเอาไอ้นั้นไปใส่ใต้อานม้าและก็นั่งทับ ….ตัวคนแล้วก็…. รบ …. นึกว่าเอาใส่กระเป๋ามันคงเหมือนกัน มันไม่เหมือนกัน พอ….ออกมาเท่านั้น โอ้โห อาเจียนซะไม่มีดีเลย ตั้งแต่วันนั้นมาเบื่อกุนเชียง….กว่าปีมานี้ เพราะเอากุนเชียงใส่กระเป๋านั่นแหละ …..ไม่ทราบว่าเป็นยังไง (หัวเราะ) เออ เหตุแห่งการ…เพราะทานทุกวัน แต่ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ ….แข็งดี ….กุนเชียงได้ …ไอ้ภาพนั้นมันมาอยู่ตลอดเวลา พอหลังจากนั้นก็มาเข้า ร.ร.สวนกุหลาบ แต่….. หลวงพ่อ….. อยู่คนเดียว….. มันก็เลยคุ้น …ตอนนี้แหละมันเป็นความรู้สึกที่แปลกดี ก็…..มันลึก…ได้ยินได้ฟังผู้ใหญ่คุยกันเรื่องลึกๆลับๆ …เรื่องธรรมะ เรื่อง….. เรื่องอัศจรรย์อะไร….. หลวงพ่อ….. คือมองเห็นไอ้ท้องฟ้าสีเขียว….ใหญ่ไปให้เหมือนฟ้าครอบ….  เอ๊ ไอ้สุดนี่มันที่ตรงไหน …มันเหมือนมีสิ่งอะไร ……เราอยากจะไปสุดฟ้าครอบ…..เข้าใจความหมาย……นึกคิด…. เนี่ยตอนนี้หลวงพ่อได้…..เอาไว้ บันทึกเอาไว้ว่า จะเลือกเดิน…..จะเดินทางไหน เป็นไปได้สองทาง ถ้าไปทางโลก…..ให้สูงที่สุด เป็นผู้นำ หรือเป็นมหาเศรษฐีของโลก …. ที่ใจบุญ ให้ได้ทำทานได้อะไร ในใจคิดอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้าทางธรรมก็ …..ให้สูงที่สุดแห่งธรรม และให้ได้นำธรรมะไปทั่วโลก ตอนนั้นก็คิด อายุได้ประมาณ ๑๓ – ๑๔ อะไรแถวๆนั้น …ได้จดเอาไว้

…ระหกระเหินของชีวิตพอชีวิตเริ่ม….. ว่าเอ๊ เราเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต ใครจะตอบคำถามสองข้อของเรานี้ได้ หลวงพ่อก็เริ่ม….หนังสืออ่าน …..อ่านเรื่อยเลย เจอะไหนอ่านเรื่อย… สนามหลวงเมื่อก่อน….มี….ดูหนังสือ หาหนังสือ… หาคำตอบสองข้อ….ไม่มีเงินซื้อหนังสือ ….เลือกยืนดู…แผงหนังสือ…. พอเรายืนดูกำลังดีๆอยู่นั่น เจ้าของร้านก็เอาไม้ปัดขนไก่มาปัดๆๆๆเรื่อยเลย พอปัดจะมาถึงก็มาถามว่า “ซื้อรึเปล่า?” แล้วเราก็ปิดที ก่อนปิดเราก็ดูหน้า เอาหมายเลขหน้า แล้วก็ไปอีกแผงนึง อ่านต่อ สมมติว่าแผงนี้ถึงหน้า ๕๔ เราก็ไปเปิดหน้า ๕๔ พอเจอก็ …. ถึงตัวเรื่อย ไอ้ไม้ปัดขนไก่น่ะ พอจะถึงก็ปิดแล้วก็ไปเปิดอีกร้านนึง พอแผงสุดท้ายก็จบเล่มพอดี ด้วยวิธิการอย่างเงี้ย ทำอย่างนี้มาเป็นปีๆ เป็นเวลาหลายปี แต่ก็ไม่เคยพบคำตอบที่ถูกใจสองข้อนี้เลย ในตำรับตำราตอบไม่ได้เลยสองข้อ หรือตอบออกมาแล้วเนี่ย มันก็ไม่ถูกใจ ก็เลยแสวงหาสิ่งเหล่านี้เรื่อยๆมา มีหนังสือหนังหาอะไรก็ไปอ่าน มีครูบาอาจารย์ที่ไหนดีก็ไปกราบไหว้ศึกษาเพื่อจะหาคำตอบไอ้สองอันเนี่ย แต่ก็ไม่เคยเจอเลย

 

จนกระทั่งอายุได้ ๑๖ ปี ในตอนนั้นหลวงพ่อได้ไปอ่านหนังสืออยู่เล่มนึงชื่อหนังสือ วิปัสสนาบันเทิงสาร ในหนังสือเล่มเนี้ย บังเอิญเค้าลงเกี่ยวกับเรื่องของคุณยายอาจารย์กับคุณยายทองสุข แล้วเค้าก็ถ่ายภาพมาด้วย ภาพคุณยายอาจารย์ คุณยายทองสุขและก็ครูญานีผู้ได้วิชชาธรรมกายทั้งหลาย เค้าพูดถึงในนั้นเค้าพูดถึงเรื่อง… [เทปตัด] … แล้วก็พูดถึงการปัดลูกระเบิดของคุณยายจันทร์ เอาพอมาถึงตอนเนี้ยทำให้หลวงพ่อสะดุดใจแล้วชอบ เอ๊ ถ้าคุณยายปัดลูกระเบิดได้ต้องตอบปัญหาของเราได้ไอ้สองข้อเนี่ย ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต ท่านต้องตอบให้เราทราบได้ เพราะฉะนั้นใจตอนนั้นมันทุรนทุรายกระวนกระวายอยากจะไปหาท่าน แต่ก็ไม่รู้จะไปหายังไง แม้อยู่ที่… [เทปตัด]

 

… ท่านให้นั่งหลับตา ทำภาวนา แต่เนื่องจากว่าท่านมีเมตตาน่ะ ตอนนั้นหลวงพ่อเอาอะไรก็เอาน่ะ ท่านก็เอาด้วย ท่านก็สนุกไปด้วย ก็แปลกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นในตอนช่วงนั้นน่ะ ท่านจะทราบหรือไม่ทราบยังไงก็ไม่ทราบ แต่ว่าท่านให้ความเมตตาว่าตาม…. และรวมทั้งการสั่งวิชชาสั่งงานอะไรต่างๆ ไม่ยอมใครเลย แต่ว่าให้หลวงพ่อสั่งงานให้ได้ แล้วหลวงพ่อก็ไปเรียนกับท่านอยู่อย่างนั้นแหละ ไปมันทุกวัน เมื่อเรามาถึงวิชชาขนาดนี้แล้วเนี่ย เป็นวิชชาลึกซึ้ง ซึ่งวิชาทางโลกนี่จะให้อย่างนี้ไม่ได้น่ะ เพราะฉะนั้นเลยเกิดความรู้สึกว่าวิชาทางโลกมันไม่ได้อะไร ไม่เห็นมีคุณค่าอะไร เรียนไปแล้วปัดลูกระเบิดก็ไม่ได้ ดับดาวก็ไม่ได้ ช่วยทุกข์มนุษย์ก็ไม่ได้ ไปนรกไปสวรรค์ก็ไม่ได้ ไปนิพพานก็ไม่ได้ อะไรไม่ได้ซักอย่างเลยเนี่ย เพราะฉะนั้นก็เลยเบื่อไม่อยากจะเรียน เพราะเรียนไปแล้วก็ไม่ได้อะไร เปรียบเทียบกันอย่างเห็นได้ชัดเลยในตอนช่วงนั้นเนี่ย เพราะฉะนั้นตอนช่วงนั้นอยากจะบวช ตอนอายุ ๑๙ อยากจะบวชทีเดียว ไม่อยากจะเรียนหนังสือหนังสือหนังหา เพราะมาพบวิชชาที่สูงส่ง แล้วท่านก็ให้คำตอบได้สองข้อ คำตอบสองข้อท่านให้ได้เป็นที่ถูกใจเลยตั้งใจที่จะบวชในตอนนั้น แต่ท่านไม่ยอมให้บวช ท่านบอกว่า “ต้องเป็นบัณฑิตในทางโลก แล้วเป็นนักปราชญ์ในทางธรรม” คือให้ไปเรียนให้จบซะก่อนแล้วค่อยมาเป็นนักปราชญ์ในทางธรรม อย่างนี้ท่านเห็นด้วย บวชแล้วจะได้เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา ไม่ใช่มาพึ่งพระศาสนาอย่างเดียว

[อุบาสิกาถาม] .. ก็ไม่มีอะไรในช่วงนั้น …[มีเสียงถามต่อ] (หัวเราะ) ตอนนั้นก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นผู้นำอะไร ชอบไปไหนมาไหนคนเดียว ชอบไปศึกษาหาความรู้ และวิชาตอนที่สมัยเรียนอยู่ที่สวนกุหลาบชอบมาที่สุดคือวิชาเคมี หลวงพ่อได้ท๊อปเคมี และไอ้ที่ชอบไม่ใช่เพราะอะไรนะ ชอบทำลูกระเบิด และเหมือนจะเป็นคนในยุคแรกที่ทำระเบิดขวดได้ ยุคแรก [เสียงถาม "หลวงพ่อทำระเบิดได้หรอคะ"] ..ทำได้ ตอนนั้นน่ะ และเคยทำเอาไปให้เพื่อนทดลองที่วัดสุทัศน์ฯ แหม โชคดีจริงๆเลย มันโยนลอดช่อง ไอ้ช่องลูกกรงเหล็กอะนะ ถ้ามันโยนไม่ลอดนะ ตกมาข้างใน ตายละ มันโยนลอด .. ตูม .. โอ้โหย เศษแก้วหล่นลงมาบนหลังคา ครูใหญ่โรงเรียนวัดสุทัศน์ไปฟ้องเจ้าอาวาส จะเอาเพื่อนออก ที่จริงของหลวงพ่อ ทำแล้วก็ให้เจ้าเนี่ยเอาไปทดลอง แต่ตอนนี้[เพื่อนคนนี้]ตายไปแล้ว ทำกี่ทีก็ให้คนนี้ทดลองทุกทีเลย มีอยู่ทีนึงอัดไปไอ้ปลอกกระสุนปืนอันใหญ่ๆอะนะ แล้วก็เอาดินน้ำมัน มันไม่มีความรู้น่ะ เอาดินน้ำมันอุดไอ้ตรงหัวแล้วให้มันทดลอง ทีนี้มันถอยหลังหนิ ไอ้ดินน้ำมันมันไปข้างหน้า ไอ้ปลอกกระสุนมันถอยหลัง  ทะลุสังกะสี โห ถ้ามันโดนคนมันก็แย่ แล้วมันก็มารายงานว่าเนี่ยมันทดลองแล้วเป็นอย่างงี้อย่างงี้ ประเดี๋ยวก็ไปเอาสูตรใหม่มา เพราะฉะนั้นครูสอนเคมีไม่ว่าจะเป็นครูประจำ ครูพิเศษมา [หลวงพ่อ]ถามแต่ไอ้เรื่องเนี้ย ไอ้เรื่องลูกระเบิดเนี่ย ไม่น่าเชื่อเลยว่าจากการถามอย่างงั้นจะมาเรียนวิชาปัดลูกระเบิด จากการทำลูกระเบิดเนี่ย มันต่อเนื่องกันอย่างเนี้ย เพราะไอ้ชอบถามลูกระเบิดเนี่ย

จนกระทั่งในกระเป๋าเรียนหนังสือของหลวงพ่อเนี่ยขาดเป็นใบๆเลย เพราะไอ้กรดซัลฟิวริกเอาใส่ในกระเป๋ามันซึมไปมันกัดขาดหมด ขาดหมดเลย บางครั้งทดลอง พรึบไฟไหม้ขึ้นมาที เตะกระเด็นหลุดไอ้ลูกกรงไม้หล่นลงไป ไม่งั้นไฟไหม้ ไฟเนี่ยไอ้เรื่องทดลองเกี่ยวกับลูกระเบิดไฟเกือบไหม้บ้านไหม้โกดังเก็บของที่ท่าน้ำราชวงศ์ครั้งนึง เกือบไหม้รถเก๋ง มันก็มีอยู่มันลุกพรึบขึ้นมา เตะมันเข้าไปใต้ท้องรถอย่างเงี้ย เนี่ย รถเกือบ.. ทดลองที่ท่าน้ำราชวงศ์นั่น มันเป็นตรอก ไอ้โกดังสองอันมาชนกันมันมีช่องว่างนิดนึง ไปชวนชาวบ้านแถวๆนั้นมา เด็กๆ ก็ทำเล่นให้เค้าดู เกือบไหม้แหนะ ปุบปับไปตามมาช่วยกันดับได้ ไม่งั้นก็แย่แล้วนะไอ้โกดังนั่น ชอบไอ้อย่างเงี้ย และอีกอันหลวงพ่อยังจำสูตรได้จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่ลืมเลย มีอยู่อันนึง เอาด่างทับทิบใส่ลงไปในสำลี และหลวงพ่อก็เอาไอ้นั่นหนะหยอดลงไปแล้วก็ม้วนๆๆ โยนลงไปใต้โต๊ะครูเนี่ย ทดลองใต้โต๊ะเพื่อนก่อน ซักหนึ่งนาที พรึบขึ้นมา ชอบใจแหมมันพรึบเวลาเค้าตกใจ โอ้ ดีใจ(หัวเราะ) โยนเข้าไปใต้โต๊ะครู พรึบขึ้นมา ดีใจ ครูจะเอาตายอะดิ (หัวเราะ) ไอ้อยู่ที่บ้านก็ อยู่บนชั้นบนก็โยนลงไปที่ถนนกะคนเดินมา พอเค้าเดินมาถึงก็พรึบ ก็ดีใจ บ้าๆบอๆอะไรก็ไม่ทราบ ชอบทำอย่างเงี้ย เพราะฉะนั้นวิชาเคมีเลยเรียนเก่งได้ท๊อปเพราะชอบไง แล้วสูตรลูกระเบิดไม่รู้ไปสรรหามาจากไหนก็มาทำ จะเอามาทำลูกระเบิด กลายมาเรียนวิชาปัดลูกระเบิด คนละเรื่องกันเลย ไหงมาเป็นงั้นก็ไม่ทราบเหมือนกันนะ เนี่ยหลวงพ่อตอนอยู่ที่นั่น

และเนื่องจากว่าฐานะเราด้อยกว่าเพื่อน แต่เพื่อนไม่เคยดูหมิ่นเลยเพราะเรามีความรู้รอบตัวเหนือกว่า แปลกนะ ความรู้รอบตัวหลวงพ่อนี่เหนือกว่า เนื่องจากอ่านหนังสือมามากเนี่ยไอ้จะไปหาคำตอบสองอันเพราะฉะนั้นอ่านมันดะหมดเลย หนังสืออะไรก็ตามอ่านมันดะหมด อ่านมันไปเรื่อยๆ หมอดงหมอดูอ่านหมด แต่ไม่เคยซิ๊กซ์เซ้นซ์เหมือนติ๋ว[ไม่ทราบท่านหมายถึงใคร]งั้นนะ เพราะฉะนั้นความรู้รอบตัวมันเลยเยอะตอนช่วงนั้นถ้าเทียบกับเด็กๆรุ่นเดียวกัน เพื่อนๆข่มไม่ได้ การมีความรู้รอบตัวมันทำให้องอาจเหมือนกันนะ เพื่อนฝูงข่มไม่ได้ กลับสนับสนุนส่งเสริม แปลกดีเหมือนกันนะไอ้ความรู้รอบตัวเนี่ย จนกระทั่งบัดนี้ไอ้สูตรลูกระเบิดหลวงพ่อยังไม่ลืมเลย มันทำไมไม่ลืมก็ไม่ทราบ ยังจำได้ยังเห็นเป็นสูตรเป็นภาพหมดเลย เนื่องจากมันทดลองด้วยตัวเอง ทดลองทำ

[เสียงอุบาสิกาถาม] … ปฏิบัติมาหลายแห่ง ปฏิบัติทั่วเพราะต้องการหาคำตอบไอ้สองอันนั่นแหละ เพราะอย่างงั้นผู้หลักผู้ใหญ่คุยเรื่องธรรมะที่ไหนก็ตาม วัดไหนดีจะลองปฏิบัติ มีอยู่คราวนึงอยากจะได้คาถาดีๆจากคนขี้เมาอยู่คนนึง หลวงพ่อลงทุนไปนอนกับคนขี้เมาในมุ้งเดียวกัน อื้อหืม.. นอนไม่หลับเลย มันเหม็นเหล้า คือเหล้าอยู่ในขวดมันก็ไม่เหม็น แต่ถ้ามันอยู่ในตัวคนแล้วมันเหม็นจังเลย ไม่ทราบจะบอกยังไง มันเหม็น เพราะไอ้เหล้าอยู่ในขวดเนี่ยหลวงพ่อคุ้น เพราะเมื่อก่อนหลวงพ่อก็อยู่ในโรงเหล้ามาก่อน มันคุ้นแล้วมันก็เฉยๆ แต่เหล้ามันอยู่ในตัวคน ทนไม่ไหว แต่อยากจะได้คาถากันงูหรือกันหมากัดเนี่ยนะ (หัวเราะ) ก็ลงทุนนอนอะนะ เพราะเค้าคุยระหว่างที่เค้ากินเหล้า เค้าคุยว่ามีคาถาดีกันหมาด้วย นี่ยังจำได้เลย “นะไอ้จอหางงอ หางเอ็งงอเหมือนข้าวฟ่าง เอ็งเอ็นดูข้าบ้าง นะไอ้จอหางงอ” เอ้อ (หัวเราะ) คาถาครูคนนี้เป็นขี้เมา เวลาไปเจอหมาดุๆที่ไหนเจอหน้ากันก็ยิ้มให้มันก่อน เค้าแนะนะ ให้มองหน้ามันแล้วยิ้ม ยิ้มแล้วให้ว่าคาถานี้แล้วมันไม่กัด อ๋อไม่ใช่เพราะว่ามองหน้ามันแล้วยิ้มให้มันมันเห็นก็รู้ว่าเราใจดี มันก็ไม่กัดอะนะ นี่ คาถานี้ใช้ได้นะ ของขี้เมา “นะไอ้จอ หางเอ็งงอเหมือนข้าวฟ่าง เอ็งเอ็นดูข้าบ้างนะไอ้จอหางงอ” (หัวเราะ) เข้าท่าดีเหมือนกันนะ

แล้วก็เริ่มศึกษาธรรมะไปเรื่อยตอนนั้น คาถาอาคมก็ศึกษาเรื่อยไปเลย มีอยู่คราวไปเรียนข้างสนามหลวงได้ครูโคนต้นมะขาม ท่านสอนวิธีเสกไม้คานวิ่งเข้าหากัน ท่านเอาไม้คานเนี่ยวางไว้บนฝ่ามือ สมมติว่าคนนี้อยากจะรู้เรื่องอะไร ก็เอาไม้คานเนี่ยใส่ฝ่ามือของคนนี้นะ แล้วหลวงพ่อก็นั่งอยู่ตรงนี้หันหน้าเข้าหากัน แล้วที่ไม้คานก็เขียนเรื่องราวที่จะถามอะไรต่างๆ แล้วหลวงพ่อก็จะนั่งว่าคาถาเองไปเรื่อยแล้วจะให้มันวื๊ดเข้าหากัน หันขึ้นลงอะไรอย่างนี้ เอ๊ะมันเป็นไปได้จริงๆนะ มันวื๊ดเข้าหากันได้ นั่นครูอยู่ที่โคนต้นมะขามนั่น ท่านให้ไปเก็บดอกไม้ไอ้ที่มันอยู่ข้างๆมาเสียค่ายกครูไป ๖ สลึงหรือเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ ถูก หน่วยกิตนั้นถูกจังเลย (หัวเราะ) ๖ สลึงไม่แพงเหมือนเดี๋ยวนี้เลย เรียนไอ้วิชาทำอย่างเนี้ย ไอ้ไม้คานอะนะ (หัวเราะ) กับวิชานั่งบนกะลาแล้วหมุนได้ (หัวเราะ) [อุบาสิกาถาม] .. ได้ ทำได้ [ถาม "มีคาถาอะไรบ้าง?"]… คาถาชักลืมๆไปแล้ว คาถาเขียนจำไม่ได้แล้วจำได้แต่คาถาเรียก เรียกก็ “ปิยัง มะมะ ปิยังมะมะ” ปิยัง มันก็มาจาก ปิโย ปิโยแปลว่าอะไรนะ ผู้เป็นที่รักใช่มั้ย มะมะ มันก็แปลว่ามานี่ เนี่ยได้มาก่อน วงอะไรนะ ดอยเต่า น่ะ “หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง มามะ” อะไรเนี่ยแหละ เนี่ยหลวงพ่อได้มาก่อนเนี่ย “ปิยัง มะมะ” ว่าไปเรื่อยแล้วเราก็มองให้เห็นภาพไม้คานวื้ดเข้าหากัน ไปนั่งอยู่กับครู เอ๊ะมันอัศจรรย์เหมือนกันนะ ไอ้ไม่คานเนี่ยวื๊ดเข้าหาได้ แล้วไอ้นั่งบนกะลา นั่งหมุนกะลาแล้วเอาไม้พาดขึ้นไปนั่งบนนั้น (หัวเราะ) ให้มันหมุน เอ๊ะมันก็หมุนได้เหมือนกันนะ จะให้หมุนทางไหนก็ได้ มันก็หมุนๆๆ นั่นครูนั่งอยู่โคนต้นมะขาม (หัวเราะ) ทำแล้วมันเลยรู้ ทำมาก่อน รู้เทคนิค แล้วก็เรียนพวกเหนียวๆคงๆ คงกระพันชาตรี มันทำได้จริงๆเหมือนกันนะ เหนียวคงอะไรเนี่ย แต่มันเจ็บ เจ็บจังเลย ไม่ได้อะไร

ที่นี้ก็ไม่เอาแล้ว เรียนแล้วไม่ได้อะไร โอ้โห ตำรับตำราเป็นตั้งๆทีเดียว อยู่ใต้เตียง เห็นอะไรไม่รู้จะได้เอามาอ่านได้ ห้องสมุดอยู่ใต้เตียง (หัวเราะ) เป็นตั้งๆๆเลยตำรับตำราอะไรพวกเนี้ย รู้แล้วก็ไม่ได้ติดใจอะไรเพราะมันให้คำตอบไอ้สองข้อไม่ได้ ตอนนี้ก็เริ่มไปปฏิบัติธรรมแล้ว แบบยุบหนอพองหนอที่วัดมหาธาตุฯ โอ้โห วัดมหาธาตุฯในยุคนั้นน่าศรัทธาน่าเลื่อมใส พอหลวงพ่อเข้าไปก็ เออ..มันต้องอย่างงี้สิ ก็เห็นทุกคนเค้าตั้งใจปฏิบัติกัน มีสามเณรอยู่องค์นึงนั่งนี้ตัวลอยจากพื้นวื้ดขึ้นไปเลย ก็ชอบหลวงพ่อก็ชอบ แต่ยังไม่ทันลอย มันสั่นๆซะก่อน คล้ายๆเครื่องบินเวลาจะออกมันติดเครื่องวื้อ เราเลิกซะก่อนไม่งั้นวื้ดลอยขึ้นไปแล้วเนี่ย (หัวเราะ) ตอนเห็นรู้สึกงง รุ่นก็ไล่ๆหลวงพ่อทัตตะที่เข้าไปเรียน มันสงบจริงๆสมัยนั้นวัดมหาธาตุฯนะ ที่ลานอโศกไม่ใช่เป็นร้านค้า มันสงบจริง..[เปลี่ยนเทป]…แต่เรียนไปแล้วก็ เอ้..อันนี้มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เพราะมันตอบคำถามหลวงพ่อไม่ได้ หรือตอบได้แต่มันก็ไม่ถูกใจ เสาะแสวงหาใหม่ แสวงไปเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงยายอย่างที่ว่า พอมาถึงยายเข้าก็ความสงสัยทุกอย่างมันก็หมดไป

[อุบาสิกาถาม] ไม่ให้ไปแนะใคร จะสนุกก็สนุกให้เต็มที่ พอจบก็ต้องบวช …[เสียงรบกวน]..เพราะฉะนั้นก็เลยหนุกซะเต็มที่เลย [อุบาสิกาถามต่อ] .. ๑๙…. หลวงพ่อไปอยู่ที่นั่นไม่นานเท่าไหร่ก็เริ่มแล้ว เริ่มฝึกวิชาจากยาย ความรู้ทำไมมันข้ามขั้นตอนไปก็ไม่ทราบ และความรู้เนี่ยทันทีที่ได้ไปเรียนอยู่กับท่านทำไมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ง่ายๆสำหรับเรา เราเคยทำมาแล้วอะไรอย่างงั้น มันมีความรู้สึกอยู่ในใจลึกๆแต่ก็ไม่ได้บอกให้ใครฟัง เอ๊ะไอ้นี่เราเคยทำมันมาแล้ว รู้สึกมันไม่ยาก ทำไมเราเข้าใจโปร่งไปหมดเลยมันแตกฉานทั้งที่ไปทำไม่นานเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นคำถามทุกคำถามที่หลวงพ่อถามเนี่ยมันจะตรงประเด็น เพราะฉะนั้นคุณยายท่านชอบและท่านก็ตอบมาตรงประเด็น พอตอบมาทีธรรมะเราก็ก้าวไปที ตอบทีเราก็ก้าวไปทีนึง มันก็ไปเรื่อยๆๆๆเลย ใหม่ๆท่านจะพูดเรื่องเกี่ยวกับวิชชามรรคผล วิชชามรรคผลก่อน พอต่อมาท่านก็จะเข้าสู่ในแนววิชชารบในภายหลัง ท่านก็หัดให้ถวายข้าวพระถวายดอกไม้และก็ให้คำนวณบุญ บุญที่เราทำนี้ไปเป็นวิมานเท่าไหร่ ไปเห็นบริวารเท่าไหร่ และก็เอาบุญนั้นไปแบ่งให้คนนู้นคนนี้ท่านก็ทำ แบ่งให้เทวดาก่อน เทวดา พรหม อรูปพรหมอะไรต่างๆพวกนั้น แบ่งไป และก็แบ่งให้คนนู้นคนนี้อะไรงี้ ก็ฝึกกันมาเรื่อยๆอย่างงี้แหละ รู้สึกเป็นสุขใจ เอ้อ วิชาอย่างนี้ดี เรียนแล้วช่วยตัวเราเองได้และช่วยชาวโลกได้ แก้โรค แก้ทุกข์มนุษย์ เวลาน้ำท่วมท่านก็ให้สั่งงานให้แก้ได้ เวลาหน้าแล้งฝนไม่ตกท่านก็สอนวิธีทำฝนขึ้น วิธีผลิตเมฆขึ้นมาเป็นช่อๆ เวลาฝนตกหนักท่านก็สอนวิธีเก็บ แล้วก็ไปทดลอง หลวงพ่อเอาไปทดลองทำ

ทดลองเรื่องฝนนี่ครั้งแรกตอนกลับไปเพชรบุรี ทดลองครั้งแรก ตอนนั้นก็นั่งเข้าสมาธิไปเรื่อยตั้งแต่กรุงเทพฯ รถวิ่งจากกรุงเทพฯไปเพชรบุรีก็ประมาณซัก ๒ – ๓ ชั่วโมงในสมัยนั้น มัน ๑๖๖ กิโล พอจิตละเอียดดีแล้วเหลืออีกประมาณซัก ๒๐ กิโลจะถึงเพชรบุรี เห็นท้องฟ้ามันโล่งๆ เอ๊ะเราลองดูซิมันจริงรึเปล่า ว่าถ้าเราไม่ได้อยู่กับยายเราทำได้มั้ย หลวงพ่อก็ทดลอง จากเขาย้อยไปถึงเพชรบุรีก็ทำ ก็จิตมันละเอียดมาแล้วตั้งแต่กรุงเทพฯมาถึงเขาย้อย พอละเอียดแล้วมันจะโน้มน้าวไปทางไหนก็ได้ ทีนี้ก็เริ่มเลย ตั้งวิชชาไปเลย ตั้งพรึบไป แล้วก็อธิษฐานว่าพอหลวงพ่อย่างเท้าเข้าบ้านแล้วก็ตก ไม่งั้นตกก่อนแล้วเดี๋ยวเปียก (หัวเราะ) ไอ้ตอนนั้นน่ะก็ทดลองดู ผลิตเมฆเป็นช่อๆมันขึ้นตามขอบฟ้าเลยนะ ช่อๆสวย ดูแล้วสวย [อุบาสิกาถาม].. ดูในที่แล้วก็ลืมตามาดู เหตุกับผลมันตรงกันมั้ย พอมันตรงกันก็อื้อใช้ได้ ถ้าเห็นในที่อย่างข้างนอกอีกอย่าง อย่างนั้นเหตุกับผลมันไม่ตรงกัน อย่างงั้นไม่ได้ผล พอดูข้างในก็อื้อมันตรงกัน ก็ทำไปเรื่อยๆๆ เดี๋ยวมาเดี๋ยวมันก็กระจายหายไป เดี๋ยวมาเดี๋ยวมันกระจายหายไป ก็ทำไปเรื่อยๆๆ พอลงจากรถมันก็ยังห่างๆ มันขึ้นมาแต่มันห่างๆ มันยังไม่รวมกัน พอเดินๆๆเรื่อย เดินมาก็ทำไปเดินมาก็ทำไปด้วยความคล่อง ไอ้ตอนนั้นอะนะ เดินไปทำไปๆจนกระทั่งขึ้นสะพานจอมเกล้า หันหลังไปดู โอ้โห เมฆสีดำมืดเลยนะ มันโผล่พ้นเขาวัง มืดเลยเมฆฝนเนี่ย มืดจริงๆเลยมาหมด เย็น อากาศวูบเย็บเฉียบ ดีใจ โอ้โห ดีใจ ก็เดินๆๆมาเรื่อยๆๆพอขาย่างเข้าบ้านเข้า นั่นคือความสำเร็จครั้งแรก

พอมันทำได้ผลเท่านั้นวิชาอะไรก็ไม่อยากจะเอาแล้วน่ะ เพราะฉะนั้นในเทอมหลังนี่หลวงพ่อก็เลยไม่ตั้งใจเรียน นอกจากไม่ตั้งใจเรียนแล้วก็ไม่ค่อยได้เรียน เพราะมองไปที่กระดานเนี่ยก็เห็นเป็นเรื่องธรรมะหมด ทะลุ มองอะไรมันก็ทะลุไปหมด แล้วก็มีแต่ความสุข ใจมันอยู่แต่ในข้างในอยู่ตลอด มันมีความสุข ดังนั้นพอสิ้นปีหนึ่งเข้า ตอนนี้ก็ตัดสินใจแล้วว่า มันอยากจะมาเรียนจริงๆจังๆซักที นี่หลวงพ่อเล่ากลับไปกลับมานะ เลยเป็นเหตุให้หลวงพ่อตัดสินใจอยู่คืนนึง ตอนนั้นจะไปเรียนธรรมะแล้ว ไม่เรียนก็ไม่เรียนแล้ว แล้วก็เก็บเสื้อผ้าได้สองสามชุดใส่ไว้ในกระเป๋าเวลาเย็น แล้วก็ออกมานอนข้างนอก ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวเลย พอตี ๔ เก็บของอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้วหลวงพ่อก็กราบโยมพ่อที่หน้าประตู ไม่กล้าไปปลุก เดี๋ยวก็ไม่ได้ไป พอกราบเสร็จก็ไปเลย พอไปก็เอามือล้วงกระเป๋าไม่มีเงินเลยซักสลึง แต่ใจมันก็เฉยๆไม่วิตกกังวลว่าจะมีกินหรือไม่มีกิน อนาคตจะเป็นยังไงตายก็ช่างมัน แล้วก็คิดไปเรื่อยๆว่าถ้าหากว่าขึ้นรถแล้วกระเป๋าเค้าจะมาเก็บตังค์เราก็จะบอกเค้าว่าไม่มี ถ้าเค้าเชื่อเราจะบอกเค้าต่อว่าวันหลังจะเอามาใช้ให้ แต่ถ้าตอนนั้นเค้าไม่เชื่อเค้าให้เราลงไปเราก็จะเดินไป จากเพชรบุรีจะเดินไปที่กรุงเทพฯ คิดแค่นั้นแล้วก็ไม่คิดอะไรต่อ

 

ทำธรรมะไปอย่างเดียวจนกระทั่งขึ้นรถ บุญบันดาลก็ให้ได้พบเพื่อน เพื่อนรักกันเลยทีเดียว ไม่เคยคิดว่าจะมาตอนเวลาเดียวกัน เค้าเรียนธรรมศาสตร์ พอขึ้นไปคุยกันไปคุยกันมาก็กระซิบข้างหูเค้าบอกว่าไม่มีตังค์เลย เค้าก็ไม่เชื่อ ไม่เชื่อก็พิสูจน์ให้เค้าดู พอพิสูจน์ให้เค้าดูเค้าก็แปลกใจ การตัดสินใจของหลวงพ่อในคราวนั้นน่ะที่จะมาเรียนธรรมะเป็นเหตุให้ได้สมบัติถึงครึ่งหนึ่ง เพราะเพื่อนเค้าควักกระเป๋าตังค์มามีเงินอยู่ ๓๐๐ บาท เค้าแบ่งให้หลวงพ่อ ๑๕๐ บาทเท่ากับครึ่ง ได้สมบัติมาครึ่งหนึ่ง เพราะว่า ๑๕๐ บาทของเขานี่มันหมายถึงชีวิตของเขาเพราะว่าเค้าก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ฐานะก็ไม่ค่อยดี จากนั้นเค้าก็ถามว่าแล้วจะไปอยู่ที่ไหน บอก “ยังไม่รู้” เค้าก็เลยชวนไปนอนบ้านเค้า ที่บ้านเค้าเป็นโกดังเก็บของ ข้างล่างเก็บน้ำตาลอะไรต่างๆเยอะแยะ แล้วเราก็นอนข้างบน พอตอนเช้าเค้าไปธรรมศาสตร์ หลวงพ่อก็เข้าวัดมาเรียนธรรมะ ตกกลางคืนก็มาเจอกันแล้วก็คุยกัน คุยกันคนละเรื่องแต่คุยกันได้ พอเค้าคุยเรื่องธรรมศาสตร์ เราก็เออๆๆดีๆๆนะ แหมดี พอเค้าจบเรื่องธรรมศาสตร์เราก็ว่าเรื่องวัด เค้าก็เออๆๆดีๆ พอเราจบเรื่องวัดเค้าก็ว่าเรื่องธรรมศาสตร์ คุยกันคนละเรื่องอย่างงี้แต่มันก็คุยกันได้ มันยังไงก็ไม่รู้เหมือนกันน่ะ คุยกันได้ อยู่ด้วยกันได้ ไม่ขัดคอกันเลย (หัวเราะ) คุยกันได้ยังไงก็ไม่ทราบ

 

เรียนอย่างมีความสุขเลยจนกระทั่งวันหนึ่ง เรานั่งธรรมะกับยาย โห นั่งในที่เห็นโยมพ่อมาตาม ตอนนี้เดินมาถึงตรงนั้นละ เดินเลยบ้านยายละ เอ๊ะ มันจริงรึเปล่านะ โผล่หน้าต่างไปดู โอ้..จริงด้วย (หัวเราะ) ตายแล้ว โอ้ ตอนนั้นมันบอกไม่ถูกน่ะ กลัวที่สุดในโลกเลยคือกลัวโยมพ่อ ไม่กลัวอะไรล่ะ กลัวโยม ด้วยความกลัวโยมนะเลยมาบอกกับยาย “ยาย ถ้าพ่อมาถามหา บอกไม่อยู่นะ” ยายท่านก็ไม่รู้เรื่องหนิ ท่านก็ไม่รู้ว่าหลวงพ่อเห็นอะไร เพราะหลวงพ่อไม่ได้บอกอะไรเลย คุณยายก็เอ้อ ท่านก็พยักหน้าไปอย่างงั้นแหละ แล้วหลวงพ่อก็เข้าห้องน้ำเลย ไอ้ห้องน้ำนี่มันติดกับโรงก๊วยเตี๋ยว มีช่องหน้าต่างเล็กๆแค่ตัวลอดที่เปิดออกไปใช้ไม้ดัน และก็ไอ้โรงก๊วยเตี๋ยวนั่นทำก๊วยเตี๋ยวแผ่น ที่เค้าตากเป็นแผ่นๆนะ หมามันดุจังเลย แต่กลัวโยมพ่อมากกว่ากลัวหมา (หัวเราะ) พุ่งหลาวลงไปเลย หลวงพ่อพุ่งหลาว วื้ดลงไปเลย และมันบุญบันดาลจริงๆเลยวันนั้นหมาไม่อยู่ แต่ถ้าหมามาเนี่ยเดี๋ยวจะใช้คาถา “นะไอ้จอหางเอ็งงอเหมือนข้าวฟ่าง เอ็งเอ็นดูข้าบ้างนะไอ้จอหางงอ” (หัวเราะ) เสียดายไม่ได้ลอง เสียดายจริงๆไม่รู้ขลังรึเปล่าไอ้ตอนนั้นนะ แต่ว่าไม่เจอหมา เพราะว่าพระเพรอะมันกัดหมด ดุจะตายไป แต่ตอนนั้นไม่เจอ

เดินเลยหลบขึ้นไปบนโรงเรียนชั้นสามซึ่งเป็นที่ไว้ศพของหลวงพ่อ[หลวงปู่สดฯ]ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ที่หอหลวงพ่อ พอขึ้นไปบนนั้นก็ไปกราบศพหลวงพ่อท่าน ตอนนั้นก็บอกหลวงพ่อช่วยปิดบังอย่าให้ใครเค้าเห็นเลย ใครมากราบหลวงพ่อก็อย่าให้เค้าเห็น พ่อมาก็ไม่ให้เห็น ใครมาก็ไม่ให้เห็น และความเชื่อมั่นในหลวงพ่อมันมากล้านเปอเซนต์เนี่ยนะ พออธิษฐานพอกราบบอกท่านเสร็จแล้วก็นอนมันตรงนั้นเลย นอนหน้าศพท่าน หน้าศพท่านซึ่งมันก็เป็นที่สาธารณะใครเค้าจะต้องขึ้นมากราบมาไหว้กัน แล้วรู้สึกว่าอยู่ใกล้กับหลวงพ่อไม่ยักกลัว มันอบอุ่นยังไงก็ไม่รู้ แปลกดี นอนหลับไปเลยปล่อยหลับไป ตื่นมาอีกทีนึงก็มีแม่ชีที่อยู่บ้านคุณยายน่ะมาเรียก แล้วก็แปลกเหมือนกันนะ คนก็ไปๆมาๆก็ไม่เห็น ทำไมเค้าไม่เห็นกันก็ไม่ทราบ แปลกดีเหมือนกัน พอไปถึงยายท่านก็ไม่พูดอะไร ยายท่านไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องโยม ท่านมาเล่าหลังจากนั้นสองปีแล้ว เก็บไว้สองปี ใครจะเก็บความลับและเหตุการณ์นั้นได้เนี่ยถึงสองปีเมื่อใจเราพร้อมที่จะรับ เก็บสิ่งนั้นน่ะ คือท่านคิดว่าเรื่องจริงแต่ไม่เกิดประโยชน์อย่าพูดเลย ถ้าพูดไปตอนนั้นหลวงพ่ออาจจะเตลิดไปที่ไหนแล้วก็ไม่ทราบ แต่ท่านเก็บเรื่องจริงที่พูดไปแล้วไม่มีประโยชน์ถึงสองปี แล้วมาเล่าในภายหลังเมื่อพูดแล้วมันมีประโยชน์ ซึ่งตอนนั้นหลวงพ่อรับได้ พอรับได้แล้วมันก็เฉยๆ ท่านก็คุยเรื่องธรรมดา ท่านก็ถาม “เป็นไงไปนอนเป็นยังไงบ้าง เมื่อกี้ออกไปทางไหนหละ?” “มันก็พุ่งหลาวลงไปหนะ” “ไปได้ยังไง้ ช่องมันเล็กนิดเดียว” ท่านว่างั้น “แล้วหมาไม่กัดหรอ?” “ไม่เจอหมาหรอก” ก็ซักถามคุยกันไปแล้วก็ไม่ว่าอะไร ท่านก็ไม่พูดอะไร แปลกดีท่านไม่พูด แล้วก็คุยเรื่องธรรมะกันต่อเหมือนไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่สองปีให้หลังหลวงพ่อถึงได้ทราบ โอ้โห ตอนนั้นใจมันพร้อมแล้ว โยมสนุกไปเลยแหละ (หัวเราะ) สารพัดเลย

[อุบาสิกาถาม "ตอนนั้นหลวงพ่อไม่ได้เรียนหรือเจ้าคะ?"]… เรียนจ๊ะ เรียนตลอด ก็เรียนไม่ได้ขาดเลย แต่โยมพ่อท่านมาบู๊ตลอดเลย ตอนนั้นนะตอนที่หลวงพ่อโดดไปแล้วอะนะ แต่คุณยายท่านไม่ได้พูดซักคำ ท่านเคี้ยวหมากไป ท่านก็นั่งฟังเฉยๆ แล้วท่านก็ตรึกลงไปในธรรมะแล้วท่านก็นั่งฟังเฉยๆ ท่านก็ไม่ได้พูดอะไร จนกระทั่งโยมพ่อเบื่อโยมพ่อก็กลับไป ขันติเป็นเหตุให้ชนะได้ ขันติระงับคุกตะรางได้ ไม่มีขันติตอนนั้นก็ไม่รู้ใครอาจจะเข้าไปอยู่ในคุกก็ได้ เถียงไปเถียงมาเดี๋ยวก็ฆ่ากัน เพราะงั้นท่านก็นั่งเฉยๆ มันมีตบะอยู่ในตัวยังไงก็ไม่ทราบ เคี้ยวหมากไป หมากมีประโยชน์ตอนนี้หรือยังไงก็ไม่รู้เนี่ย (หัวเราะ) แล้วท่านก็ดิ่งธรรมะของท่านไปเรื่อยๆ ท่านก็ดิ่งไปเรื่อย ท่านก็ไม่ได้คิดอะไร คุณยายบอกว่า “ยายก็ไม่ได้คิดอะไร ยายอยู่ในกลางของกลางตลอดเวลา” นี่ในสองปีหลังที่ท่านมาเล่าให้ฟังนะ ยายไม่ได้คิดอะไร แล้วหลวงพ่อก็ไม่ได้ถามอะไร และในที่สุดตัดสินใจไม่ขอเงินทางบ้านจะเรียนโรงเรียนเนี่ยนะ แล้วบุญบันดาลมันก็แปลกดีนะ มันก็มีช่องทางให้เราได้มีเงินเรียนอย่างสบายๆที่สุดในโลก เรียนจบโดยไม่ได้ใช้เงินทางบ้านเลย เพราะอย่างงั้นหลวงพ่อจึงเชื่อมันในบุญอยู่อย่าง ถ้าหากเราตั้งมั่นอยู่ในบุญจริงๆแล้วเนี่ย…[เทปตัด]

…. จบไฟล์แรก ….

 

ขออนุโมทนาบุญ

ที่มา….

http://forum.dmc.tv/index.php?topic=961.0

 

 

 

การโทรกลับประเทศไทย จาก อเมริกา

Posted in Uncategorized with tags , , on January 26, 2011 by มั่วไปในเมกา

ปอลอ.
อันนี้เป็นข้อมูลเท่าที่ทราบนะฮะ
การโทรกลับเมืองไทยมีอยู่หลายทางเลย
เช่น Skype , MSN, บัตรโทรศัพท์
ทีนี้จะเล่าถึงการโทรกลับไทยโดยบัตรโทรศัพท์
เราใช้ บัตร I Love Thailand (175BAHT,300BAHT)
บัตรนี้ไม่มีวันหมดอายุนะ
ใช้ได้คุ้มเลยทีเดียว
เรียกได้ว่า โทรหากันที่เมืองไทยเองยังแพงกว่า
ปกติเราจะซื้อที่ ร้านน้ำตาล แต่เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าทางร้านมีปัญหาบางอย่าง ไป ทีไร ไม่มีขายทุกที
เลยต้องหาทางช่วยตัวเองใหม่
โดยการซื้อผ่านเนต
ซึ่งสะดวกมากมาก
และถูกกว่าด้วย

บัตร I love Thailand

บัตร I love Thailand

วันชาติมะกัน Independent Day NY July 4th 2010

Posted in Uncategorized on July 11, 2010 by มั่วไปในเมกา


หลังจากไปทำบุญที่วัดพระธรรมกายนิวเจอร์ซี่
ก็นั่งรถกลับไปดูพลุที่นิวยอร์ก
แต่ข้ามฝั่งไปดูที่นิวเจอร์ซี่
แล้วมองมาดูวิวนิวยอร์กซิตี้
งงไหม?
บ้านของเพื่อนอยู่ตรงนั้นพอดี
เลยมีเก้าอี้นั่งดูพลุสบายอารมณ์
ด้วยตัวเรานี้เป็นสาวบอบบาง น่าทะนุถนอม
เลยต้องแบกเก้าอี้ ไปนั่งดูพลุ
เอาชุดนอนของป้าลาภมาทำเป็นเดรสสวยๆ
เพื่อนที่นั่งข้างๆเป็นช่างภาพ
เพื่อนเรากะว่าจะเมคเฟรนเพื่อให้เขาดูเก้าอี้ให้
เขาดันรู้ทันซะงั้น ขายหน้านิดหน่อย แต่ไม่สะเทือน
ตั้งใจไปถ่ายแค่พลุและทิวทัศน์บริเวณรอบๆ
เลยไม่ได้แต่งตัว แต่งหน้า ทำผม ทำเล็บ ทาปาก ทาคิ้ว เขียนตา ปัดแก้ม
อากาศร้อนมาก
ถ่ายรูปไม่สวยเลย
ไม่คิดว่าเขาจะแอบถ่ายเราไปเยอะพอสมควร
ยังไงก็ขอบใจ
ส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิต
……ที่หาซื้อไม่ได้…….





เดินเที่ยวเกาะ แมนฮัตตัน New York-USA

Posted in Uncategorized on June 10, 2010 by มั่วไปในเมกา

29-30 May 2010
ณ เกาะแมนฮัตตัน 
นครนิวยอร์ก
ประเทศ สหรัฐอเมริกา

แรกเริ่ม กะว่าจะไปเดินช็อปปิ้ง คนเดียวสบายสบาย(ไปหลายคนมันเลือกของไม่สนุก  ต้องรอกันไปมา)
แต่……
วันนี้เราได้รับการเชิญชวนของเพื่อนฝูง
ว่า….ให้มาเจอกันที่แมนฮัตตั้น ตำแหน่ง แยก ถนน 42 ตัด กับ ถนน 12
ซึ่งตอนแรกก็ไม่รู้ว่ามันคือ ที่ไหน  สำคัญอย่างไร
แต่ก็ไปตามที่เขาแนะมา……
ต้องนั่งรถไฟออกจากบ้าน
แล้วต่อด้วย รถไฟใต้ดิน ที่นี่เขา เรียก SubWay
ไปลงที่สถานี 42 เขาเรียกกันว่า Port Authority ซึ่งเป็นสถานีขนส่งทางบก ขนาดใหญ่มากกกกกกก
แล้วเดินตามถนน 42 ลงไปเรื่อย จนไปตัดกับถนน 12 ตามที่เขาบอก  เหนื่อยเหมือนกันนะเนี่ย
ปอ.ลอ.  ในแมนฮัตตั้น ส่วนใหญ่ ถนน จะเป็นตัวเลข จำง่าย หาก็ง่าย
เลขน้อย ก็จะเรียก DownTown เลขมากก็จะเรียก UpTown
สายรถ SubWay ก็จะมีหลายสายมาก ตั้งแต่ A ไปจนถึง  Z  เท่านั้นยังไม่พอนะฮะ
ยังมีสาย 1  2 3 4 5 6 7 8 สายเลขมากกว่านี้ ไม่รู้มีหรือเปล่านะ  แต่เท่าที่เห็น คือ 1 ถึง 8 นี้แหละฮ่ะ
เท่านั้นยังไม่พอ  ยังต้องดูว่า จะไป UpTown หรือ  DownTown ด้วยนะ…..
ดูดิ…..อิฉันมาอยู่ที่นี่ 8 เดือนแล้ว …..ยังหลงทางอยู่เลย….(เอ๊ะ…หรือตูหลงอยู่คนเดียวหว่า……)

พอไปถึงที่หมาย…..
ซึ่งก็คือ …… South Seaport นั่นเอง
เป็นที่ท่องเที่ยว  เป็นท่าเรือขนาดใหญ่มากกกกกกกกกก
สวยงามทีเดียว  อากาศเย็นสบายยยย
ผู้คนมากมาย
กิจกรรมก็มากมายเช่นกัน
เที่ยว  เดินเล่น ออกกำลังกาย ทำงาน จีบกัน จู๋จี๋กัน
ที่นี่เขามีสนามกีฬาเกือบจะทุกประเภทไว้ให้เล่นเลยมั้งงงงเนี่ย

และจุดที่สนุกจุดนึงคือ จุกม้าหมุน ของเด็ก
ซึ่งเขาเปิดเพลงแล้วก็เต้นๆๆๆ
ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ก็เต้นกัน สนุกสนาน
เราก็เอามั่งดิ…..I know you want me…..you know I want you…..

ก็เป็นการเดินเที่ยวรอบเกาะแมนฮัตตั้น  ที่ดี เหมือนกัน  อากาศไม่ร้อนมากก 26-27 องศา  เย็นๆๆๆ
เราเดินกันตั้งแต่ ถนน 42 เดินริมน้ำท่าเรือ กันไปเรื่อยๆ   เดินลง DownTown
ฝั่งซ้ายมือ จะเป็นเมือง ตึก ห้างร้าน รถรา ต่างๆ
ฝั่งขวามือ ก็จะเป็นน้ำ ท่าเรือ
ข้ามน้ำนี้ไป  ฝั่งตรงข้าม เป็น มลรัฐ นิวเจอร์ซี่
ซึ่งมองไปก็เหมือน ฝั่ง ธน กับ ฝั่งพระนคร กรุงเทพฯ บ้านเรา
แต่บ้านเราดู คลาสสิกกว่านะ
บ้านเรามันมีบ้านเรือนริมน้ำ มีวัดวาอาราม
มีคนซักผ้า  ตากผ้า และ มีเด็กกระโดดเล่นน้ำ…….ดูเป็นวิถีชาวบ้านดี

เราเดินกันมาจนถึง  ถนน 4
โอ้ววววว…..จาก 42 ถึง 4 
เดินกันไกลนะ
แต่ก็ไม่เหนื่อย
เพราะเราเดินไป
เต้นไป ถ่ายรูปไป
กินไป ดูวิวสวยสวย
ดูผู้คน ทำอะไรมากมาย

พอถึง ถนน 14 ก็หาทางขึ้นรถกลับบ้านกันดีกว่า
เอาล่ะ….ไม่รู้ว่า หลุม ลง SubWay มันอยู่ตรงไหน
ก็ต้องเดินเข้าในเมืองล่ะทีนี้
ก็ถามทางเขาไปเรื่อย 
เดินผ่าน…..สถานที่แห่งนึง
ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันคือที่ไหน
แต่เพื่อนบอก ……คุ้นๆว่าจะเป็น แถว GreenWich นะ
ดูป้าย…..อ้อ…..ใช่จริงๆด้วย
แถวนี้บ้านเรือน ร้านรวง สวยงาม ร่มรื่น น่าอยู่มาก
 และก็ไม่ค่อยมีพวกกะเหรี่ยง….(ชาวเอเชีย…มักจะถูกเรียกว่า กะเหรี่ยง)…..มาเดินให้เห็น

สุดท้ายก็กลับมาถึงอพาร์ตเม้นเพื่อน
และก็มาทำไข่เจียวกิน
เพื่อนหุงข้าว
เราทำไข่เจียว
ใส่กระเทียวด้วยดีกว่า
ทำไมไข่เจียวเรามันขมๆเวลาเคี้ยวกระเทียมนะ
อ้อ…กระเทียมไม่สุก….
เพื่อนบอกว่า….กระเทียมแกต้องเอาลงน้ำมันก่อนไข่
อ้าวววว…..ไม่บอกตอนทำอ่ะ…..
อิชั้นก็เอาลงมันทั้งไข่ทั้งกระเทียมแหล่ะฮ่ะ
ฮิ้วววววววววว

 

 

 

ปีใหม่ไทย ใน นิวยอร์ก 2553

Posted in บันทึกความทรงจำ....อเมริกา.... on May 16, 2010 by มั่วไปในเมกา

อาทิตย์ ที่ 11 เมษายน 2553
สงกรานต์ ปีนี้ฉันอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มลรัฐนิวยอร์ก
แหล่งรวมชนชาวไทยที่มากที่สุดก็ว่าได้ ก็ คือ วัดไทย
ซึ่งมีทั้งชาวไทย และ ชาวต่างประเทศ ฮ่ะ

และมาอยู่ที่นี่ก็หนีไม่พ้นไปช่วยงาน เพื่อหาปัจจัยเข้าวัด นั่นเอง
เนื่องจากพี่ๆที่รู้จักกันที่วัด เขาก็อยากให้เราช่วยงาน เนื่องจากที่วัดก็มีงานวัด คล้ายๆที่เมืองไทย
เขาให้มาช่วย เป็นพี่เลี้ยงนางงามสงกรานต์วัดพุทธไทย
เป็นคนนับคะแนน  อะไรเหล่านั้น (บอกตามตรงว่าไม่เคยชอบงานการประกวดเลย……)  แต่เพื่องานวัด เลยไม่กล้าขัด
ที่นี่ก็มีสอยดาว ของน่าสอยมากกกก  เช่น จักรยาน ทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง
ไม่มีหรอกของแบบขนมบาทเดียว อะไรงี้   
และราคาค่าสอย ก็ไม่แพงเลย……ดอลล่าเดียวเองงงง
อิชั้นก็มัวแต่ดูแลนางงาม ช่วยเขาขายสติ๊กเกอร์ เพื่อติดนางงามผู้เข้าประกวด เลย อด สอยดาวเลย

มีขนทรายเข้าวัด
มีบูชาดอกไม้ธูปเทียน
มีถวายผ้าไตร
มีถวายสังฆทาน
มีการแสดงฟ้อนรำ ของน้องน้อง เด็กเด็ก ที่อยู่ที่นี่
และที่สำคัญ….มีของกินเยอะมากกกกกกกกกกกกกก และอร่อยมากกกกกกกกก…..ฟรี ฟรี ฟรี

แต่ขอบอกว่า …. ไม่ได้กินอะไรเลย…เพราะ มัวแต่ทำงาน

วันนั้นเป็นสต๊าฟ  ก็ขอแต่งชุดไทยนะคะ  หน้าบานใช้ได้ทีเดียว
สวยเชียวแหละ….อิอิ

 

 

 

BedFord Avenue / Brooklyn / New York / USA 2010

Posted in บันทึกความทรงจำ....อเมริกา.... on May 1, 2010 by มั่วไปในเมกา

21 มีนาคม 2553
BedFord Avenue / Brooklyn / New York / USA

วันนี้กะว่าจะนอนตื่นสายๆๆๆๆ เพราะได้หยุดพักแค่สัปดาห์ละหนึ่งวันเท่านั้น
เพราะงั้นต้องพักมากมาก
แต่ไม่เคยได้พักเลย
เพื่อนชวนเที่ยวตลอด
ถ้าเพื่อนไม่ชวนที่ยว  ก็กะจะเที่ยวช็อปแถว The Mall ใน Long Island นี่แหละ
แต่พอดีเพื่อนก็ชวนเที่ยวอีกจนได้
ปฏิเสธเป็นที่ไหนอ่ะ  เรื่องเที่ยวอ่ะ  …..โปรด……

ช่วงเช้าก็เดินซื้อแว่นกันแดดใน แมนฮัตตั้น ได้ มาสามอัน  อันใหญ่ๆทั้งนั้น  ก็มันถูกอ่ะ 5 Dollar , 10 Dollas งี้นะ
อดใจไม่ไหวจริงๆ

ตอนบ่ายๆ ก็นัดกับเพื่อนที่ BedFord Avenue
เพื่อนก็บอกทางอย่างละเอียดเลย  โดย SubWay

ในที่สุดก็หลงทางอีกเช่นที่เคยผ่านมา
เดินทางคนเดียว  หลงทางเป็นเรื่องปกติของอิชั้นฮ่ะ

แต่สุดท้ายก็ไปถึงจุดหมาย……ในที่สุด

BedFord Avenue
ส่วนใหญ่ที่ถนนนี้่ก็จะขาย ของเก่า ของมือสอง ของใหม่ก็มี
ถนนแถวนี้เป็นแหล่งเดินของฝรั่งจริงๆ
ได้บรรยากาศของฝรั่งจริงๆ
เพราะไม่ค่อยมีคนเอเชียเลย 
คนเป็นร้อยเจอเอเชียสัก 1 อะไรประมาณนั้น
ชอบ

คนมาเดินกันเยอะมากเลย
เพราะอากาศดี  เข้าสู่สปริง หรือ ใบไม้ผลินั่นเอง
อากาศก็อุ่นขึ้น  จากที่หนาวเย็น หิมะตก  มานานหลายเดือน
บางคนใส่ขาสั้นก็มี สายเดี่ยวก็มี  คงอัดอั้นมานาน
แต่อิชั้นไม่สามารถค่ะ ยังรู้สึกว่าหนาวอยู่
ก็ประมาณ ฤดูหนาวบ้านเราอ่ะค่ะ

ร้านรวงก็ขายต้นไม้ใบหญ้า อุปกรณ์ปลูกโน่นนี่นั่น

เดินๆไปเจอร้านอาหารไทยหนึ่งร้าน แต่ไม่ได้เข้า  แอบถ่ายรูปมาด้วย

ขากลับก็มาทานอาหารเวียตนามกัน อร่อยดี รสชาติ คล้ายอาหารไทยนะ
ถูกกว่าอาหารด้วย
กินสี่คน จ่ายแค่ 30 ดอลล่าเอง

คราวหน้า 
อาจจะเป็นเดินเล่นแถวบอสตัน
วางโครงการไว้ก่อน


 

หิมะแรกในชีวิต ปี 2009

Posted in บันทึกความทรงจำ....อเมริกา.... on May 1, 2010 by มั่วไปในเมกา

นี้เป็นหิมะแรกตั้งแต่เกิดมา

ซึ่งเห็นของจริงก็คราวนั้นแหละ

ขอเก็บรูปไว้เป็นที่ระลึกนิดส์นึงฮ่ะ

สวยงามจริงๆ

ยิ่งตอนที่หิมะตกเยอะๆ

มันจะเกาะตามกิ่งไม้

หลังคาบ้าน และทั่วทุกที่

สวยงามเกินบรรยาย

ต้องมาเห็นเองอ่ะฮ่ะ

 

My Little House At NewYork 2009

Posted in บันทึกความทรงจำ....อเมริกา.... on May 1, 2010 by มั่วไปในเมกา

มาอยู่ที่นิวยอร์ก 
ก็มาอยู่  มากิน มานอน  กะครอบครัวที่นี่
ว่าง่ายๆ  บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ
เงินที่ได้ทุกบาททุกสตางค์ เหลือเก็บทั้งนั้น(ถ้าไม่ช็อปปิ้งนะ….)

ครอบครัวเขาก็ให้  “อิสระ” เต็มที่ในการใช้ชีวิต
ให้ “ความเป็นส่วนตัว” เต็มที่
ให้ “เกียรติ์”  เต็มที่ในการอยู่ร่วมกัน
และที่สำคัญ  “ให้เงิน”   ชอบบบบบบบที่สุดดดดด
แถมจะหา แฟนให้อีกต่างหาก   (อันนี้ของแถมจ้ะ)
 ให้บ้านอยู่ หลังนึง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง…..อย่างที่บ้านหลังนึงพึงจะมี พึงจะใช้
แต่ฉันก็ไม่ค่อยจะได้ใช้มัน….เช่น เครื่องครัว….แทบจะไม่ใช้เลย 
เพราะทำกับข้าวไม่เป็น 
ใช้เป็นก็แต่ ไมโครเวฟ  ต้มน้ำร้อน ทำมาม่ากิน กับอุ่นอาหารนิดหน่อยๆ นานนานที
(ใครบอกว่า…มาอยู่เมืองนอกแล้วจะทำกับข้าวเป็นเอง….ใช้คำนี้กับปารีสไม่ได้เด้อออออ)
มองมองหาหนุ่มๆที่ทำกับข้าวเก่งๆอยู่เหมือนกัน…..อยากจะบอกว่า…ช่วยมาเป็นพ่อบ้านให้หน่อย

เตียงก็ออกจะใหญ่……แต่นอนคนเดียว….มันยังไงๆ ก็ไม่รู้เน๊าะสู……

มาดูรูปที่ซุกหัวนอนของปารีสกัน…………

นี้  เป็น  บ้านน้อยของปารีส  อยู่คนเดียวจ้ะ
มองไปอาจเหมือนบ้านชั้นเดียวนะ  แต่ เป็นบ้านสองชั้น 

เข้าไปดูข้างในบ้านกันจ้ะ

 

 

 

 

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.